ปวดเท้าบวมแดงเฉียบพลันจาก "โรคเก๊าท์" — เดินไม่ได้ ทนไม่ไหว ทำยังไงดี
เคยตื่นเช้ามาแล้วเจอนิ้วเท้าบวมแดง ปวดจี๊ดเหมือนมีมีดทิ่มในข้อ จนแค่ผ้าห่มแตะก็ทนไม่ไหวมั้ยครับ
หลายคนคิดว่า "คงเดินผิดท่า เดี๋ยวก็หาย" แต่ถ้าอาการมาเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง บวมแดงร้อน เดินไม่ได้ และเกิดที่นิ้วโป้งเท้าเป็นส่วนใหญ่ นั่นอาจไม่ใช่การ "เคล็ดธรรมดา"
ในวงการแพทย์มีโรคหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าปวดที่สุดในโลกของโรคข้ออักเสบ ปวดจนคนไข้บางคนถึงกับร้องไห้ในห้องตรวจ และที่น่ากลัวกว่าคือ ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันจะกลับมาเป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และทำลายข้อแบบถาวร
โรคนั้นชื่อว่า "เก๊าท์" ครับ
หลายคนเข้าใจว่าเก๊าท์เป็นโรคของคนกินดีอยู่ดี แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก และวิธีรักษาที่ "ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก" คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณไม่ต้องทนปวดแบบนี้ไปทั้งชีวิต
อ่านบทความเต็มในคอมเมนต์ครับ จะอธิบายตั้งแต่ทำไมมันถึงปวดขนาดนั้น อาหารอะไรกินได้กินไม่ได้ ยาที่ควรกินตอนปวด และที่สำคัญที่สุดคือ ทำยังไงไม่ให้กลับมาเป็นอีก
ปวดเท้าบวมแดงเฉียบพลันจาก "โรคเก๊าท์" — เดินไม่ได้ ทนไม่ไหว ทำยังไงดี
"คุณสมชาย" อายุ 52 ปี เป็นผู้จัดการบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ตื่นมาเช้าวันจันทร์พบว่านิ้วโป้งเท้าข้างขวาบวมแดงเป่ง ร้อนผิดปกติ และปวดจี๊ดถึงขั้นน้ำตาไหล แค่ผ้าห่มแตะนิ้วเท้าก็ทนไม่ไหว ลุกเดินไปห้องน้ำต้องเดินกระเผลก คืนก่อนหน้านี้คุณสมชายไปเลี้ยงสังสรรค์กับลูกค้า ดื่มเบียร์ไปสามขวด กินกุ้ง หอย และเครื่องในไก่ไปไม่น้อย พอตื่นเช้ามาเลยปวดจนเดินไม่ได้
อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ "เดินผิดท่า" แน่นอนครับ นี่คือภาพคลาสสิกของ "เก๊าท์เฉียบพลัน" หรือที่เรียกว่า acute gout flare ซึ่งเป็นโรคข้ออักเสบที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป
เก๊าท์คืออะไร เกิดจากอะไรกันแน่
เก๊าท์ (gout) คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการสะสมของ "ผลึกกรดยูริก" หรือ monosodium urate crystals ในข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ ลองนึกภาพง่ายๆ ครับ ในร่างกายเรามีสารชื่อ "กรดยูริก" ลอยอยู่ในเลือดเหมือนน้ำตาลที่ละลายในน้ำชา ถ้ามีน้อยก็ละลายหมด แต่ถ้ามากเกินไป มันจะตกตะกอนเป็นผลึกแหลมๆ คล้ายเข็มแก้วเล็กๆ ไปสะสมในข้อ
ทันทีที่ผลึกเหล่านี้เริ่มเคลื่อนตัวหรือร่างกายตรวจเจอ ระบบภูมิคุ้มกันจะเข้าใจผิดว่าเป็น "ผู้บุกรุก" และส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมาไล่ทำลาย เกิดการอักเสบรุนแรงขึ้นในข้อภายในไม่กี่ชั่วโมง ผลที่ตามมาคืออาการ "บวม แดง ร้อน ปวด" ที่รุนแรงจนคนไข้หลายคนบอกว่า "ปวดที่สุดในชีวิต" [1,2]
กรดยูริกเองมาจากสองทาง ทางแรกคือร่างกายเราสร้างขึ้นเองจากการสลายเซลล์เก่า ทางที่สองคือมาจากอาหารที่มี "พิวรีน (purine)" สูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด เบียร์ และเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสสูง เมื่อร่างกายขับกรดยูริกออกทางไตได้น้อยลง หรือสร้างมากเกินไป ก็จะเกิดภาวะ "กรดยูริกในเลือดสูง" (hyperuricemia) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของการเป็นเก๊าท์ [2]
ทำไมถึงปวดที่ "นิ้วโป้งเท้า" บ่อยที่สุด
ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเก๊าท์ครั้งแรกจะเริ่มที่ "ข้อโคนนิ้วโป้งเท้า" ครับ ทางการแพทย์เรียกว่า first MTP joint ที่เป็นแบบนี้เพราะนิ้วโป้งเท้าเป็นจุดที่อยู่ไกลจากหัวใจ อุณหภูมิเย็นกว่าส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งทำให้กรดยูริกตกตะกอนเป็นผลึกได้ง่ายขึ้น เหมือนน้ำตาลที่ตกตะกอนในน้ำชาเย็นได้เร็วกว่าน้ำชาร้อน
นอกจากนิ้วโป้งเท้าแล้ว ตำแหน่งอื่นที่พบบ่อยคือข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ และข้อนิ้วมือ ในระยะแรกๆ มักเป็นที่ข้อเดียว (monoarthritis) แต่ถ้าโรคดำเนินไปเรื่อยๆ อาจกลายเป็นหลายข้อพร้อมกันได้ [3]
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นเก๊าท์เฉียบพลัน
เก๊าท์เฉียบพลันมีอาการคลาสสิกที่จำง่ายครับ คือ "มาเร็ว แรง ตอนกลางคืน" อาการที่พบบ่อยมีดังนี้
- ปวดรุนแรงเฉียบพลัน มักเริ่มกลางดึกหรือตอนเช้ามืด อาการรุนแรงที่สุดภายใน 12-24 ชั่วโมง
- ข้อบวมแดง ร้อนผิวสัมผัสได้ บางคนผิวเป็นมันวาวจากการบวม
- เจ็บมากแม้แตะเบาๆ คนไข้บางคนทนไม่ได้แม้ผ้าห่มจะแตะนิ้วเท้า
- เดินไม่ได้หรือเดินกระเผลก เพราะลงน้ำหนักแล้วปวดทรมาน
- อาจมีไข้ต่ำๆ และรู้สึกอ่อนเพลีย
อาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นเองภายใน 7-14 วัน แม้ไม่กินยาก็ตาม แต่ "หายเอง" ไม่ได้แปลว่า "หายขาด" ครับ เพราะผลึกยูริกยังคงสะสมอยู่ในข้อ และจะกลับมาอักเสบใหม่ได้เสมอเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น [2,3]
ใครเสี่ยงเป็นเก๊าท์มากที่สุด
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดเก๊าท์ ได้แก่
- เพศชายอายุ 30 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (ฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยขับกรดยูริก พอหมดประจำเดือนจึงเสี่ยงเพิ่มขึ้น)
- มีประวัติครอบครัวเป็นเก๊าท์ พันธุกรรมมีบทบาทประมาณ 60% ในการกำหนดระดับกรดยูริก
- น้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
- ดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะ "เบียร์" ซึ่งมีพิวรีนสูงและขัดขวางการขับกรดยูริก งานวิจัยขนาดใหญ่ในชาย 47,150 คนที่ติดตาม 12 ปี พบว่ากลุ่มที่กินเนื้อแดงและอาหารทะเลปริมาณมากที่สุด มีความเสี่ยงเป็นเก๊าท์เพิ่มขึ้น 41% และ 51% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินน้อยที่สุด [4]
- ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (โดยเฉพาะ thiazide) ยาแอสไพรินขนาดต่ำ และยากดภูมิคุ้มกันบางตัว
การตรวจวินิจฉัย "ไม่ใช่แค่ดูเลือด"
หลายคนเข้าใจว่า "ตรวจเลือดเห็นกรดยูริกสูง = เก๊าท์" และ "กรดยูริกปกติ = ไม่ใช่เก๊าท์" ซึ่งไม่ถูกต้องครับ
ความจริงคือ คนที่กรดยูริกสูงในเลือดส่วนใหญ่ไม่เป็นเก๊าท์ และคนที่กำลังเป็นเก๊าท์เฉียบพลันอยู่ ระดับกรดยูริกในเลือดอาจ "ปกติหรือต่ำ" ได้เลยในช่วงข้ออักเสบ เพราะกรดยูริกในเลือดถูกดึงไปสะสมในข้อชั่วคราว
มาตรฐานการวินิจฉัยเก๊าท์ที่แม่นยำที่สุดคือ "การเจาะดูดน้ำในข้อ" (joint aspiration) แล้วส่งตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบ polarized เพื่อหาผลึกยูริก ถ้าเจอผลึก = วินิจฉัยได้ 100% [3]
อย่างไรก็ตาม ในเวชปฏิบัติจริง การวินิจฉัยมักใช้ "เกณฑ์ทางคลินิก" ร่วมกัน เช่น มีประวัติปวดข้อเฉียบพลันซ้ำๆ ปวดที่นิ้วโป้งเท้า กรดยูริกในเลือดสูง และตอบสนองดีต่อยาลดอักเสบบางชนิด เกณฑ์การวินิจฉัยมาตรฐานที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ 2015 ACR/EULAR Gout Classification Criteria ซึ่งให้คะแนนตามลักษณะอาการ ผลเลือด และผลภาพถ่ายทางการแพทย์ [5]
ในกรณีที่วินิจฉัยยาก อาจใช้การตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์ข้อ ซึ่งจะเห็นลักษณะ "double contour sign" เป็นเส้นขาวบนผิวกระดูกอ่อน หรือ Dual-Energy CT (DECT) ที่จะแสดงผลึกยูริกในข้อได้ชัดเจน [3]
แนวทางรักษาเก๊าท์เฉียบพลัน
การรักษาเก๊าท์มีสองช่วงสำคัญที่ต้องแยกให้ออกครับ ช่วงแรกคือ "รักษาขณะกำลังปวด" และช่วงที่สองคือ "ป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก"
ขั้นที่หนึ่ง ระงับการอักเสบเฉียบพลันให้เร็วที่สุด
แนวทางจาก American College of Rheumatology (ACR) ปี 2020 แนะนำว่ายาตัวแรกที่ใช้ได้คือยาในกลุ่ม NSAIDs (เช่น naproxen, indomethacin, ibuprofen) หรือยา colchicine ขนาดต่ำ หรือยา corticosteroid (เช่น prednisolone) ทั้งสามตัวมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน การเลือกขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของคนไข้ [1]
สำหรับ colchicine มีงานวิจัยสำคัญชื่อ AGREE trial ของ Terkeltaub และคณะ ที่พิสูจน์ว่า "ขนาดต่ำ" (1.2 มก. ตามด้วย 0.6 มก. อีก 1 ชั่วโมง รวม 1.8 มก.) ได้ผลดีไม่ต่างจากขนาดสูง (4.8 มก.) แต่ผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะอาการท้องเสียและคลื่นไส้ที่เคยเป็นปัญหาในอดีต งานวิจัยนี้เปลี่ยนแนวทางการรักษาทั่วโลกให้ใช้ขนาดต่ำเป็นมาตรฐาน [6]
หลักการสำคัญคือ "ยิ่งเริ่มยาเร็วยิ่งดี" ภายใน 24 ชั่วโมงแรกของอาการ ยาจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่ และอาจหยุดการอักเสบได้เร็วขึ้นมาก
ขั้นที่สอง พักข้อและประคบเย็น
ระหว่างที่ปวดมาก ควรพักข้อที่อักเสบ ยกขาสูง และประคบเย็นด้วยถุงน้ำแข็งห่อผ้า 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง ห้ามนวดหรือใช้น้ำมันร้อนเด็ดขาด เพราะจะกระตุ้นการอักเสบเพิ่ม
ขั้นที่สาม รักษาในระยะยาวเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
หลังจากการอักเสบสงบลงแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ แพทย์จะพิจารณาให้ "ยาลดกรดยูริก" (urate-lowering therapy หรือ ULT) เช่น allopurinol หรือ febuxostat เป้าหมายคือควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะค่อยๆ ละลายผลึกยูริกที่สะสมในข้อให้หายไปในที่สุด การรักษานี้มักต้องกินต่อเนื่องระยะยาวเป็นปี [1]
ขั้นที่สี่ การผ่าตัด
โดยทั่วไป "เก๊าท์ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ การผ่าตัดสงวนไว้เฉพาะกรณีที่มี "ก้อนโทฟัส" (tophi) ขนาดใหญ่จนกดเส้นประสาท ทำให้ข้อเสียรูป หรือเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน ส่วนใหญ่การควบคุมโรคด้วยยาให้ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้ต้องไปถึงขั้นนั้น
พยากรณ์โรค หายขาดได้ไหม
ข่าวดีคือ "เก๊าท์เป็นโรคที่ควบคุมได้และคุณภาพชีวิตดีได้" ครับ ถ้าคนไข้ปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด กินยาลดกรดยูริกสม่ำเสมอ คุมอาหาร ลดน้ำหนัก และตรวจติดตามระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะไม่กลับมาปวดอีกเลยภายใน 1-2 ปี
แต่ "ข่าวร้าย" คือ ถ้าปล่อยให้เป็นๆ หายๆ โดยไม่รักษาอย่างต่อเนื่อง ผลึกยูริกจะสะสมในข้อมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น ข้อเสียรูปถาวร เกิดก้อนโทฟัสตามข้อต่างๆ เกิดนิ่วในไต และอาจนำไปสู่ไตวายเรื้อรังได้ในที่สุด [2]
วิธีป้องกันที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน
- ลดอาหารพิวรีนสูง โดยเฉพาะเครื่องในสัตว์ ปลาซาร์ดีน ปลาแอนโชวี่ หอย กุ้ง และน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวนาน
- จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะ "เบียร์" ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเก๊าท์ที่รุนแรงที่สุด ไวน์แดงในปริมาณน้อยพอรับได้
- ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน ช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้ดีขึ้น
- ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การลดน้ำหนักช้าๆ ประมาณเดือนละ 1-2 กิโลกรัม ช่วยลดกรดยูริกได้อย่างมีนัยสำคัญ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ที่มี high-fructose corn syrup
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: กินยาแล้วอาการดีขึ้นแล้ว หยุดยาได้ไหม ตอบ: ในระยะอักเสบเฉียบพลัน เมื่อปวดหายแล้วหยุดยา NSAIDs หรือ colchicine ได้ครับ แต่ยา "ลดกรดยูริก" เช่น allopurinol ห้ามหยุดเอง เพราะจะทำให้ระดับกรดยูริกพุ่งกลับขึ้นและกลับมาปวดได้ทันที
ถาม: กรดยูริกสูงแต่ไม่เคยปวด ต้องกินยาไหม ตอบ: ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องกินยาครับ เพียงปรับอาหารและพฤติกรรม แต่ถ้าระดับสูงมาก (เกิน 9 มก./ดล.) มีนิ่วในไต หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเก๊าท์รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเป็นรายๆ ไป
ถาม: กินถั่วได้ไหม เคยได้ยินว่าห้าม ตอบ: ข้อมูลใหม่ในระยะหลังพบว่า "ผักและถั่วที่มีพิวรีน" ไม่เพิ่มความเสี่ยงเก๊าท์อย่างมีนัยสำคัญเหมือนเนื้อสัตว์และอาหารทะเล จึงไม่จำเป็นต้องงดเด็ดขาดครับ [4]
ถาม: โสมและสมุนไพรช่วยรักษาเก๊าท์ได้จริงไหม ตอบ: ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าสมุนไพรใดรักษาเก๊าท์ได้ การพึ่งสมุนไพรอย่างเดียวโดยไม่รักษาด้วยยามาตรฐาน อาจทำให้โรคแย่ลงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ครับ
ถาม: ทำไมเก๊าท์มักปวดตอนกลางคืน ตอบ: มีหลายเหตุผลครับ ทั้งอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงตอนนอน ทำให้ผลึกตกตะกอนได้ง่ายขึ้น ภาวะขาดน้ำขณะหลับ และระดับ cortisol ในร่างกายที่ต่ำลงตอนกลางคืน ทำให้การอักเสบกำเริบได้ง่าย
สรุปสิ่งที่ควรจำ
- เก๊าท์เฉียบพลันคือภาวะข้ออักเสบรุนแรงจากผลึกยูริก มักเริ่มที่นิ้วโป้งเท้ากลางดึก
- อาการคลาสสิกคือ "บวม แดง ร้อน ปวด" รุนแรงมาก แม้ผ้าห่มแตะก็ทนไม่ไหว
- การรักษาเฉียบพลันใช้ NSAIDs, colchicine ขนาดต่ำ หรือ steroid ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัว ยิ่งเริ่มยาเร็วยิ่งดี
- การรักษาให้หายขาดต้องคุมกรดยูริกระยะยาวด้วยยา allopurinol หรือ febuxostat ห้ามหยุดยาเอง
- การปรับอาหาร ลดเบียร์ ลดน้ำหนัก และดื่มน้ำมากๆ ช่วยลดโอกาสเป็นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร
"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
#เก๊าท์ #ปวดนิ้วโป้งเท้า #ข้ออักเสบเฉียบพลัน #กรดยูริกสูง #ปวดข้อ #โรคข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #เชียงใหม่ #Gout #AcuteGoutFlare #Hyperuricemia #UricAcid #OrthopedicChiangMai
เอกสารอ้างอิง
- FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, Brignardello-Petersen R, Guyatt G, Abeles AM, et al. 2020 American College of Rheumatology guideline for the management of gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-60. doi:10.1002/acr.24180
- Dalbeth N, Gosling AL, Gaffo A, Abhishek A. Gout. Lancet. 2021;397(10287):1843-55. doi:10.1016/S0140-6736(21)00569-9
- Richette P, Doherty M, Pascual E, Barskova V, Becce F, Castaneda J, et al. 2018 updated European League Against Rheumatism evidence-based recommendations for the diagnosis of gout. Ann Rheum Dis. 2020;79(1):31-8. doi:10.1136/annrheumdis-2019-215315
- Choi HK, Atkinson K, Karlson EW, Willett W, Curhan G. Purine-rich foods, dairy and protein intake, and the risk of gout in men. N Engl J Med. 2004;350(11):1093-103. doi:10.1056/NEJMoa035700
- Neogi T, Jansen TL, Dalbeth N, Fransen J, Schumacher HR, Berendsen D, et al. 2015 Gout classification criteria: an American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism collaborative initiative. Arthritis Rheumatol. 2015;67(10):2557-68. doi:10.1002/art.39254
- Terkeltaub RA, Furst DE, Bennett K, Kook KA, Crockett RS, Davis MW. High versus low dosing of oral colchicine for early acute gout flare: twenty-four-hour outcome of the first multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled, parallel-group, dose-comparison colchicine study. Arthritis Rheum. 2010;62(4):1060-8. doi:10.1002/art.27327
Comments
Post a Comment