การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?
การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์
ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?
โรคเก๊าเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่การอักเสบและอาการปวดตามข้อ ผู้ป่วยโรคเก๊าสามารถควบคุมอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ ด้วยการรักษาที่เหมาะสมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ตามแนวทางของ American College of Rheumatology (ACR) นี่คือขั้นตอนหลักในการรักษาโรคเก๊า
1. การใช้ยาเพื่อควบคุมอาการปวดและการอักเสบ
เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดข้อเฉียบพลัน เนื่องจากการอักเสบที่เกิดจากผลึกกรดยูริก การใช้ยาเป็นวิธีหลักในการลดอาการปวดและการอักเสบ:
• ยากลุ่ม NSAIDs (เช่น ยาไอบูโพรเฟน) — ใช้เพื่อลดการอักเสบและอาการปวด
• ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ — หากผู้ป่วยไม่สามารถใช้ NSAIDs ได้ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จะช่วยลดการอักเสบ
• โคลชิซิน (Colchicine) — เป็นยาที่ช่วยลดการอักเสบของข้อในผู้ป่วยที่มีอาการเก๊าเฉียบพลันได้ดี โดยเฉพาะในระยะแรกของอาการ
2. การใช้ยาลดระดับกรดยูริกในระยะยาว
เมื่ออาการปวดบรรเทาลงแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมระดับกรดยูริกในระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ:
• ยาลดการสร้างกรดยูริก เช่น อัลโลพูรินอล (Allopurinol) — ช่วยลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย ทำให้ระดับกรดยูริกคงที่ในระดับต่ำ
• ยาช่วยขับกรดยูริก เช่น โปรเบเนซิด (Probenecid) — ช่วยขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ ทำให้ลดปริมาณกรดยูริกในเลือด
3. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การรักษาโรคเก๊าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตเพื่อช่วยควบคุมระดับกรดยูริก:
• ควบคุมอาหาร — หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
• ดื่มน้ำมากๆ — การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
• ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก — การออกกำลังกายเป็นประจำและควบคุมน้ำหนักช่วยลดระดับกรดยูริกในร่างกาย และลดโอกาสเกิดโรคเก๊า
4. การตรวจติดตามและการปรับยา
หลักการเลือกใช้ยาลดกรดยูริกในผู้ป่วยโรคเก๊าท์: ยับยั้งการสร้างกรดยูริกหรือเพิ่มการขับกรดยูริกดี?
คุณเคยสงสัยไหมว่า การเลือกใช้ยาลดกรดยูริก ควรใช้ยากลุ่มไหนถึงจะเหมาะสมระหว่าง ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างกรดยูริก และ ยาที่ช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกทางปัสสาวะ มาดูกันว่าหลักการเลือกใช้ยาสองกลุ่มนี้เป็นอย่างไร!
1. ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างกรดยูริก
ยากลุ่มนี้ทำงานโดยการลดการผลิตกรดยูริกในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายผลิตกรดยูริกมากเกินไป ตัวอย่างของยากลุ่มนี้คือ อัลโลพูรินอล (Allopurinol) และ เฟบูโซสแตต (Febuxostat)
เหมาะกับใคร?
• ผู้ป่วยที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูง
• ผู้ป่วยที่เคยมีอาการโรคเก๊าท์เฉียบพลันบ่อยๆ
• ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไตจากกรดยูริก
• ผู้ที่มีความผิดปกติในไต เพราะยากลุ่มนี้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการทำงานของไต
• ข้อดีของยากลุ่มนี้: ยานี้สามารถลดการสร้างกรดยูริกในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับกรดยูริกลดลงต่อเนื่องและยาวนาน
• ข้อควรระวัง: ในช่วงแรกของการใช้ยา อาจเกิดอาการเก๊าท์เฉียบพลันได้ แพทย์จึงมักให้ยาต้านการอักเสบร่วมด้วยในช่วงแรก
2. ยาที่ช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกทางปัสสาวะ
ยากลุ่มนี้ทำงานโดยการเพิ่มการขับกรดยูริกออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ ตัวอย่างยาคือ โปรเบเนซิด (Probenecid)
เหมาะกับใคร?
• ผู้ป่วยที่ร่างกายไม่ได้สร้างกรดยูริกมากเกินไป แต่มีปัญหาในการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
• ผู้ที่ไม่มีประวัตินิ่วในไต เพราะยากลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตจากกรดยูริก
• ผู้ป่วยที่สามารถดื่มน้ำได้เพียงพอเพื่อช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
• ข้อดีของยากลุ่มนี้: ยานี้มีประสิทธิภาพในการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ช่วยลดระดับกรดยูริกได้อย่างรวดเร็วในผู้ที่มีปัญหาการขับกรดยูริก
• ข้อควรระวัง: ผู้ป่วยต้องดื่มน้ำมากเพียงพอ และหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยที่มีประวัตินิ่วในไตหรือมีการทำงานของไตที่บกพร่อง
จะเลือกใช้ยาอย่างไรดี?
• ผู้ที่ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป: แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้ ยากลุ่มยับยั้งการสร้างกรดยูริก อย่างเช่น อัลโลพูรินอล หรือ เฟบูโซสแตต เนื่องจากยานี้ช่วยลดการผลิตกรดยูริกจากต้นเหตุ ทำให้สามารถควบคุมระดับกรดยูริกได้ในระยะยาว
• ผู้ที่ขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ไม่ดี: สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายมีปัญหาในการขับกรดยูริก แพทย์อาจแนะนำ ยากลุ่มเพิ่มการขับกรดยูริกทางปัสสาวะ เช่น โปรเบเนซิด เพื่อช่วยเร่งการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
• ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องไต: ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างกรดยูริกจะปลอดภัยกว่าในผู้ที่มีภาวะไตบกพร่อง เพราะยากลุ่มเพิ่มการขับกรดยูริกอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต
สรุปง่ายๆ
การเลือกใช้ยาลดกรดยูริกในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ขึ้นอยู่กับภาวะของร่างกายแต่ละคน หากร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป ยากลุ่มที่ช่วยยับยั้งการสร้างกรดยูริกจะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่หากมีปัญหาในการขับกรดยูริก ยากลุ่มที่ช่วยขับกรดยูริกทางปัสสาวะอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม การใช้ยาทั้งสองกลุ่มต้องได้รับการแนะนำและดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด และป้องกันการเกิดโรคเก๊าท์ในระยะยาว
จะทราบอย่างไรว่าโรคเก๊าท์เกิดจากการสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือการขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ไม่ดี
การทราบว่าผู้ป่วยโรคเก๊าท์เกิดจากสาเหตุใด—ไม่ว่าจะเป็นการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือไม่สามารถขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ—เป็นสิ่งสำคัญในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดยวิธีที่จะใช้ในการตรวจสอบนี้สามารถทำได้ผ่านการตรวจทางห้องปฏิบัติการและประเมินสภาวะของร่างกาย ดังนี้:
1. การตรวจปริมาณกรดยูริกในปัสสาวะ
หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการทราบว่าโรคเก๊าท์ของผู้ป่วยเกิดจากการสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือจากการขับกรดยูริกไม่เพียงพอ คือการเก็บปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อวิเคราะห์ปริมาณกรดยูริกที่ถูกขับออกจากร่างกาย
• ถ้าผลการตรวจพบว่าปริมาณกรดยูริกในปัสสาวะสูง: แสดงว่าร่างกายของผู้ป่วยสร้างกรดยูริกมากเกินไป การรักษาจะเน้นไปที่การลดการสร้างกรดยูริก เช่น การใช้ยากลุ่มยับยั้งการสร้างกรดยูริก (อัลโลพูรินอล หรือ เฟบูโซสแตต)
• ถ้าผลการตรวจพบว่าปริมาณกรดยูริกในปัสสาวะต่ำ: แสดงว่าปัญหาคือการขับกรดยูริกออกจากร่างกายไม่เพียงพอ ยากลุ่มที่ช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกทางปัสสาวะ เช่น โปรเบเนซิด จะเป็นทางเลือกในการรักษา
2. ประวัติการเกิดโรคและปัจจัยเสี่ยง
นอกจากการตรวจปัสสาวะแล้ว การประเมินปัจจัยเสี่ยงและประวัติการเกิดโรคก็มีส่วนช่วยในการวิเคราะห์สาเหตุของโรคเก๊าท์ เช่น:
• ประวัตินิ่วในไต: ผู้ป่วยที่มีประวัตินิ่วในไต อาจมีความเสี่ยงที่การขับกรดยูริกออกจากร่างกายจะทำงานได้ไม่ดี เพราะกรดยูริกที่สะสมอยู่ในไตอาจนำไปสู่การเกิดนิ่วได้ ดังนั้น ในกรณีนี้การเพิ่มการขับกรดยูริกเป็นวิธีการที่เหมาะสม
• ปัจจัยทางพันธุกรรม: ในบางครอบครัว โรคเก๊าท์เกิดจากการสร้างกรดยูริกมากเกินไป หากมีประวัติในครอบครัว การประเมินนี้ก็สามารถช่วยชี้นำการรักษาได้
3. การตรวจระดับกรดยูริกในเลือด
การตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเป็นวิธีมาตรฐานในการประเมินว่าเลือดมีกรดยูริกมากน้อยแค่ไหน แม้การตรวจเลือดจะไม่สามารถแยกแยะสาเหตุได้ชัดเจน แต่จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของการสะสมกรดยูริกในร่างกาย
• ถ้าระดับกรดยูริกในเลือดสูง: แพทย์จะใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับผลการตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินว่าเกิดจากการสร้างมากเกินไปหรือการขับไม่เพียงพอ
4. ปัจจัยเสริมที่อาจบ่งชี้สาเหตุ
• ผู้ป่วยที่มีปัญหาการทำงานของไตหรือดื่มน้ำน้อย มักจะมีปัญหาในการขับกรดยูริก ดังนั้น การรักษาจะเน้นไปที่การช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
• ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงเป็นประจำ เช่น เนื้อแดงหรือเครื่องในสัตว์ อาจมีสาเหตุจากการสร้างกรดยูริกมากเกินไป
การทราบว่าโรคเก๊าท์เกิดจากการสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือจากการขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ไม่ดี สามารถประเมินได้จาก:
• การตรวจปริมาณกรดยูริกในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง
• ประวัติทางการแพทย์และปัจจัยเสี่ยง
• การตรวจระดับกรดยูริกในเลือด
ในการวินิจฉัยระดับกรดยูริกในปัสสาวะเพื่อตรวจสอบว่าโรคเก๊าท์เกิดจากการสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือการขับกรดยูริกออกจากร่างกายไม่เพียงพอ แพทย์จะเก็บปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อวัดปริมาณกรดยูริกที่ขับออกจากร่างกาย
ค่ามาตรฐานที่ใช้ในการวินิจฉัยระดับกรดยูริกในปัสสาวะคือ:
• ระดับปกติของกรดยูริกในปัสสาวะ: ประมาณ 250-750 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง
ในการวิเคราะห์ผลการตรวจ:
• ถ้าระดับกรดยูริกที่ขับออกทางปัสสาวะ น้อยกว่า 600 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง: หมายความว่าปัญหาอาจเกิดจากการที่ร่างกายขับกรดยูริกออกไม่ดีพอ
• ถ้าระดับกรดยูริกที่ขับออกทางปัสสาวะ มากกว่า 800 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง: หมายความว่าร่างกายของผู้ป่วยสร้างกรดยูริกมากเกินไป
ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่าโรคเก๊าท์ของผู้ป่วยเกิดจากการสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือเกิดจากการขับกรดยูริกออกไม่เพียงพอ และจะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามสาเหตุนั้นๆ
แพทย์จะนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างกรดยูริกหรือยาที่ช่วยเพิ่มการขับกรดยูริก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย
https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru
#โรคเก๊าท์ #การตรวจกรดยูริก #ยาลดกรดยูริก #รักษาสุขภาพ
แหล่งอ้างอิง
American College of Rheumatology (ACR): https://www.rheumatology.org

Comments
Post a Comment