ปวดข้อเท้าบวมแดงจนเดินไม่ไหว... แค่เท้าพลิก หรือผลึกเก๊าท์กำลังกัดกินข้อต่อของคุณ?

 



ปวดข้อเท้าบวมแดงจนเดินไม่ไหว... แค่เท้าพลิก หรือผลึกเก๊าท์กำลังกัดกินข้อต่อของคุณ?

เคยเป็นไหมครับ นอนหลับสบายอยู่ดีๆ พอตื่นเช้ามากลับรู้สึกปวดแปลบที่ข้อนิ้วโป้งเท้า หรือข้อเท้า อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนข้อบวม แดง และร้อนจี๋ แค่ขยับตัว ผ้าห่มไปโดนเบาๆ ก็ปวดจนน้ำตาเล็ด หลายคนคิดว่าตัวเองอาจจะเดินไปเตะอะไรมา หรือนอนผิดท่า แต่แท้จริงแล้ว นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนของ "มัจจุราชเงียบ" ที่ชื่อว่าโรคเก๊าท์ครับ

วันนี้ผมจะมาเจาะลึกถึงแนวทางการวินิจฉัย การรักษาแบบอัปเดตล่าสุด โดยเฉพาะเรื่อง "ยา" ที่หลายคนสงสัยและกังวลว่ากินนานๆ จะมีผลเสียไหม เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: แค่มื้อสังสรรค์ สู่ความทรมานข้ามคืน

คุณสมภพ อายุ 45 ปี เป็นหนุ่มวัยทำงานที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เมนูโปรดคือเครื่องในย่าง หมูกระทะ และขาดไม่ได้คือเบียร์เย็นๆ

อยู่มาคืนหนึ่ง หลังกลับจากงานเลี้ยง คุณสมภพตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการปวดข้อนิ้วโป้งเท้าข้างขวาอย่างรุนแรง ข้อบวมเป่ง แดงก่ำ และร้อนจนสัมผัสไม่ได้ คุณสมภพพยายามกินยาแก้ปวดที่ซื้อติดบ้านไว้ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จนรุ่งเช้าต้องให้ภรรยาพยุงมาหาหมอที่คลินิก

เมื่อหมอซักประวัติและเจาะเลือดตรวจ จึงพบว่าระดับกรดยูริกในเลือดสูงปรี๊ด นี่ไม่ใช่ข้อเท้าพลิก แต่เป็นอาการกำเริบเฉียบพลันของโรคเก๊าท์ครับ


กลไกของโรคเก๊าท์ (เมื่อขยะล้นเมือง และเศษแก้วทิ่มแทงข้อต่อ)

ผมอยากให้ลองจินตนาการว่า "กรดยูริก" คือขยะที่ร่างกายสร้างขึ้นมาทุกวัน โดยมี "ไต" ทำหน้าที่เป็นรถเก็บขยะ นำขยะเหล่านี้ไปทิ้งทางปัสสาวะ

ถ้าเรากินอาหารที่สร้างขยะเยอะเกินไป หรือรถเก็บขยะทำงานได้ไม่ดี ขยะก็จะล้นเมือง กรดยูริกที่ล้นอยู่ในเลือดจะเริ่มตกตะกอน กลายเป็น "ผลึกรูปเข็มแหลมคม" คล้ายเศษแก้วเล็กๆ ไปสะสมอยู่ตามข้อต่อต่างๆ

เมื่อร่างกายตรวจพบเศษแก้วเหล่านี้ เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นทหารยามก็จะแห่กันเข้ามาโจมตีเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม การต่อสู้นี้เองที่ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และปวดอย่างแสนสาหัสครับ


ความรู้พื้นฐานของโรคเก๊าท์ (Gout)

โรคเก๊าท์ คือโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเรื้อรัง จนเกิดการตกตะกอนของผลึกกรดยูริกในข้อและเนื้อเยื่อรอบๆ

  • สาเหตุ: เกิดจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป (จากกรรมพันธุ์หรืออาหาร) หรือไตขับกรดยูริกออกได้น้อยลง

  • การเกิดโรค: มักเริ่มจากการมีกรดยูริกสูงแบบไม่มีอาการนานหลายปี จนกระทั่งผลึกสะสมมากพอ จึงเกิดการอักเสบเฉียบพลัน

  • อาการ: ปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้ออย่างรุนแรงและฉับพลัน มักเริ่มที่ข้อเดียว เช่น นิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า อาการมักเป็นมากในช่วงกลางคืนหรือเช้ามืด


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

  1. เพศและอายุ: ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงสูง ส่วนผู้หญิงความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน

  2. พันธุกรรม: หากมีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคเก๊าท์ คุณจะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป

  3. อาหารและเครื่องดื่ม: การกินอาหารที่มีพิวรีนสูง (เครื่องในสัตว์, ยอดผัก, สัตว์ปีก, อาหารทะเล) และการดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์และเหล้า)

  4. โรคประจำตัว (กลุ่มอาการระบบเผาผลาญ): ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน

  5. การทำงานของไตลดลง: ทำให้การขับกรดยูริกออกจากร่างกายทำได้ไม่เต็มที่


แนวทางการวินิจฉัยที่แม่นยำ

เพื่อให้การรักษาตรงจุด แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยดังนี้ครับ:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ดูลักษณะข้อที่บวมแดง ตำแหน่งที่เป็น และประวัติการรับประทานอาหาร

  • การเจาะเลือดตรวจกรดยูริก: เพื่อดูระดับกรดยูริกในเลือด (คนปกติไม่ควรเกิน 6-7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) รวมถึงตรวจการทำงานของไต

  • การเจาะน้ำไขข้อ: เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด (Gold Standard) โดยการดูดน้ำในข้อที่อักเสบไปส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาผลึกกรดยูริกรูปเข็ม

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นการเกาะตัวของผลึกกรดยูริกบนผิวข้อกระดูก (ลักษณะคล้ายรอยฉาบปูน) ได้ชัดเจนโดยไม่ต้องเจาะน้ำไขข้อ

  • การเอกซเรย์ (X-ray): ในระยะแรกมักไม่พบความผิดปกติ แต่มีประโยชน์ในระยะยาวเพื่อดูรอยแหว่งของกระดูกที่ถูกผลึกเก๊าท์กัดกิน


แนวทางการรักษาและการใช้ยาอย่างละเอียด (อัปเดตล่าสุด)

การรักษาโรคเก๊าท์ แบ่งออกเป็น 2 เป้าหมายหลัก คือ 1. ดับไฟ (รักษาอาการอักเสบเฉียบพลัน) และ 2. เก็บกวาดเศษแก้ว (ลดระดับกรดยูริกในระยะยาว)

1. การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการปวดเฉียบพลัน

  • ให้พักการใช้ข้อที่ปวด

  • ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบและบวม ห้ามประคบร้อนและห้ามนวดเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ข้อพังและอักเสบหนักกว่าเดิม

2. กลุ่มยาที่ใช้รักษาในช่วงข้ออักเสบเฉียบพลัน (ยาดับไฟ)

  • ยาโคลชิซิน (Colchicine): เป็นยาหลักที่ใช้ลดการอักเสบจากผลึกเก๊าท์

    • วิธีใช้: ทานทันทีที่มีอาการปวด ปัจจุบันเราใช้ในขนาดต่ำ (เช่น 1 เม็ด ทาน 2-3 ครั้งต่อวัน) ไม่จำเป็นต้องทานทุกชั่วโมงจนท้องเสียเหมือนสมัยก่อน

    • ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง: อาจทำให้ถ่ายเหลว คลื่นไส้ ต้องระวังการใช้ร่วมกับยาลดไขมันบางชนิด และผู้ป่วยโรคไตต้องปรับลดขนาดยา

  • ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): เช่น ไอบูโพรเฟน, อีทอริคอกซิบ

    • ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง: อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีผลให้การทำงานของไตลดลงชั่วคราว ต้องทานหลังอาหารทันที และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังรุนแรงควรหลีกเลี่ยง

  • ยาสเตียรอยด์ (Steroids): ใช้แบบฉีดเข้าข้อ หรือแบบทานระยะสั้น

    • การฉีดโดยใช้อัลตราซาวด์: หมอจะใช้อัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาเข้าข้อได้อย่างแม่นยำ ลดอาการปวดได้รวดเร็วและยาไม่ไปรบกวนระบบอื่นของร่างกาย

    • ข้อควรระวัง: แบบทานอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวาน จึงต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

3. กลุ่มยาลดระดับกรดยูริก (ยาเก็บกวาดเศษแก้ว)

หลักการสำคัญ: ยานี้ต้องทานต่อเนื่องทุกวันเพื่อละลายผลึกในข้อ และมักจะไม่เริ่มยาในขณะที่ข้อกำลังปวดบวมรุนแรง (เว้นแต่ว่าทานยาตัวนี้อยู่ก่อนแล้ว ก็ห้ามหยุดยา)

  • ยาอัลโลพูรินอล (Allopurinol): เป็นยายับยั้งการสร้างกรดยูริกที่ใช้บ่อยที่สุด

    • ข้อควรระวังที่สำคัญมาก: อาจเกิดอาการแพ้ยารุนแรงทางผิวหนัง (สตีเวนส์-จอห์นสัน ซินโดรม) ปัจจุบันก่อนเริ่มยานี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจยีน (HLA-B*5801) ในเลือด หากพบยีนนี้จะมีความเสี่ยงแพ้ยาสูง ต้องหลีกเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่น

  • ยาเฟบูโซสตัท (Febuxostat): เป็นยายับยั้งการสร้างกรดยูริกกลุ่มใหม่

    • ข้อดี: ใช้ได้ดีในคนที่มีปัญหาการทำงานของไตลดลง หรือคนที่แพ้ยาอัลโลพูรินอล

    • ข้อควรระวัง: อาจทำให้ค่าเอนไซม์ตับขึ้นสูงได้ และต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดรุนแรง

  • ยาเบนซ์โบรมาโรน (Benzbromarone): เป็นยาที่ช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ

    • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในคนที่มีประวัตินิ่วในไต และผู้ป่วยต้องดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อป้องกันการตกตะกอนของกรดยูริกในท่อไต

หมายเหตุ: ในช่วง 3-6 เดือนแรกของการทานยาลดกรดยูริก ผลึกที่เกาะอยู่ตามข้อจะเริ่มละลายหลุดออกมา ซึ่งอาจทำให้โรคเก๊าท์กำเริบได้ แพทย์จึงมักให้ทานยาโคลชิซินควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันการอักเสบครับ


พยากรณ์โรค: เก๊าท์รักษาหายขาดได้ไหม?

หลายคนเข้าใจผิดว่าหายปวดข้อคือหายจากโรคเก๊าท์แล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่อันตรายมากครับ ความจริงคือ โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่ "สามารถควบคุมให้สงบลงได้จนเหมือนคนปกติ"

หากคุณปรับพฤติกรรม และทานยาลดกรดยูริกอย่างสม่ำเสมอจนระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผลึกที่สะสมไว้จะค่อยๆ ละลายหายไปจนหมด คุณจะไม่มีอาการปวดข้ออีกเลย แต่ถ้าคุณหยุดยาเอง และกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ระดับกรดยูริกจะพุ่งสูงขึ้น และโรคก็จะกลับมากำเริบซ้ำแน่นอนครับ การรักษาจึงมักต้องดูแลกันไปยาวๆ ครับ


ภาวะแทรกซ้อน: เมื่อปล่อยให้เก๊าท์ลุกลาม

หากละเลยไม่รักษาอย่างถูกต้อง ผลที่ตามมาน่ากลัวกว่าความปวดหลายเท่านักครับ:

  • ข้อผิดรูปและก้อนโทไฟ (Tophi): ผลึกกรดยูริกจะสะสมจนกลายเป็นก้อนแข็งๆ ปูดโปนตามข้อนิ้ว ศอก หรือใบหู ก้อนนี้จะกัดกินกระดูกและเอ็นจนข้อบิดเบี้ยว พิการ หรือบางครั้งก้อนอาจแตกออกและติดเชื้อได้

  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ: กรดยูริกที่ล้นออกมาจะไปตกตะกอนในไต กลายเป็นนิ่ว ทำให้ปวดเอวรุนแรงหรือปัสสาวะเป็นเลือด

  • ไตเสื่อมและไตวายเรื้อรัง: การมีกรดยูริกสูงเรื้อรัง การมีนิ่วอุดตัน และการซื้อยาแก้ปวด (NSAIDs) ทานเองบ่อยๆ ล้วนเป็นตัวการทำลายเนื้อไต จนนำไปสู่ภาวะไตวายที่ต้องฟอกเลือดในที่สุดครับ


5 วิธีป้องกัน เพื่อถนอมข้อและดูแลไต

  1. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: อย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อกระตุ้นให้ไตขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ดีขึ้น

  2. ปรับเมนูอาหาร: งดเครื่องในสัตว์ ลดการทานสัตว์ปีกและอาหารทะเลบางชนิด เน้นโปรตีนจากไข่ นมไขมันต่ำ และเต้าหู้

  3. บอกลาแอลกอฮอล์: งดเบียร์และเหล้าเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะแย่งไตขับของเสีย ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง

  4. ควบคุมน้ำหนักตัว: พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดภาระการรับน้ำหนักของข้อต่อ และช่วยให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น

  5. พบแพทย์ตามนัดเสมอ: ทานยาอย่างต่อเนื่อง ห้ามปรับลดหรือหยุดยาเอง และเจาะเลือดติดตามค่าการทำงานของไตเป็นประจำ


Q&A Section

Q: เป็นเก๊าท์ กินไก่ได้ไหม? A: เนื้อไก่มีสารพิวรีนปานกลางถึงสูง หากในช่วงที่โรคกำลังกำเริบ ควรงดไปก่อนครับ แต่ถ้ารักษาจนระดับกรดยูริกในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว สามารถทานเนื้อไก่ได้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในไก่และน้ำซุปไก่ที่เคี่ยวนานๆ ครับ

Q: กลัวยาทำลายไต เลยไม่ยอมกินยาลดกรดยูริก ทำได้ไหม? A: เป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตรายครับ การปล่อยให้กรดยูริกสูงเรื้อรัง หรือการซื้อยาแก้ปวดรุนแรงมากินเองบ่อยๆ ต่างหากที่ทำลายไต ยาลดกรดยูริกที่แพทย์สั่งจ่าย หากใช้อย่างถูกต้อง จะช่วยลดกรดยูริกและปกป้องไตของคุณในระยะยาวครับ

Q: เวลาปวดเก๊าท์ ไปให้หมอนวดกดจุดแก้ปวดได้ไหม? A: ห้ามเด็ดขาดครับ! ข้อที่กำลังอักเสบจากเก๊าท์เหมือนมีเศษแก้วบาดอยู่ข้างใน การนวดจะยิ่งไปถูเศษแก้วให้บาดเนื้อเยื่อรุนแรงขึ้น ทำให้ข้อพัง บวม และระบมหนักกว่าเดิมครับ


สรุป Key Takeaway

  • โรคเก๊าท์ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บ แต่เกิดจากกรดยูริกสูงจนตกตะกอนเป็นผลึกทำลายข้อต่อ

  • เวลาปวดเฉียบพลัน ให้พักการใช้งาน ประคบเย็น และพบแพทย์ ห้ามนวดหรือประคบร้อนเด็ดขาด

  • การใช้ยาต้องแยกเป็น "ยาแก้ปวด/แก้อักเสบ" (ใช้ตอนมีอาการ) และ "ยาลดกรดยูริก" (ต้องทานต่อเนื่องทุกวัน)

  • การตรวจยีนก่อนให้ยาอัลโลพูรินอล และการใช้ยารุ่นใหม่อย่างเฟบูโซสตัท ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการรักษามากขึ้น

  • การปรับพฤติกรรมการกิน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และงดแอลกอฮอล์ คือกุญแจสำคัญควบคู่กับการใช้ยา เพื่อป้องกันข้อพิการและภาวะไตวาย

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#โรคเก๊าท์ #กรดยูริกสูง #ปวดข้อ #ปวดข้อเท้า #ข้ออักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เก๊าท์กำเริบ #ข้อบวมแดง #นิ่วในไต #ยาลดกรดยูริก #Gout #UricAcid #Arthritis #Hyperuricemia #Orthopedics


Reference List 

Ref 1
FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, Brignardello-Petersen R, Guyatt G, Abeles AM, et al. 2020 American College of Rheumatology guideline for the management of gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020 Jun;72(6):744-760. doi:10.1002/acr.24180. PMID:32391934.

  • สรุป: บทความนี้เป็นแนวทางล่าสุดของ สมาคมรูมาติสสหรัฐฯ (ACR 2020) อธิบายการใช้ยาลดกรดยูริก การรักษาเก๊าท์กำเริบ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ช่วยหมอวางแผนรักษาเก๊าท์ได้เป็นระบบและปลอดภัยมากขึ้น


Ref 2
Richette P, Doherty M, Pascual E, Barskova V, Becce F, Castañeda-Sanabria J, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017 Jan;76(1):29-42. doi:10.1136/annrheumdis-2016-209707. PMID:27457514.

  • สรุป: บทความนี้คือคำแนะนำอัปเดตของ EULAR 2016 เรื่องการดูแลผู้ป่วยเก๊าท์ ทั้งการใช้ colchicine, NSAIDs, steroid และยาลดกรดยูริก เน้นการรักษาให้กรดยูริกลดลงถึงเป้า เพื่อลดการกำเริบและป้องกันข้อพัง


Ref 3
Somkrua R, Eickelberg EE, Saokaew S, Lohitnavy M, Chaiyakunapruk N. Association of HLA-B*5801 allele and allopurinol-induced Stevens–Johnson syndrome and toxic epidermal necrolysis: a systematic review and meta-analysis. BMC Med Genet. 2011 Sep 9;12:118. doi:10.1186/1471-2350-12-118. PMID:21906289.

  • สรุป: งานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลหลายงานมาวิเคราะห์ พบว่าคนที่มียีน HLA-B*5801 มีความเสี่ยงสูงมากต่อการแพ้ยา allopurinol แบบรุนแรง (SJS/TEN) จึงช่วยยืนยันความสำคัญของการตรวจยีนในกลุ่มเสี่ยงก่อนให้ยา


Ref 4
Dalbeth N, Gosling AL, Gaffo A, Abhishek A. Gout. Nat Rev Dis Primers. 2019 Sep 26;5(1):69. doi:10.1038/s41572-019-0115-y. PMID:31558729.

  • สรุป: บทความนี้เล่ารวมๆ เรื่องโรคเก๊าท์ ตั้งแต่สาเหตุที่กรดยูริกสูงจนตกผลึกในข้อ การอักเสบที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการรักษาด้วยยาลดกรดยูริกและยาต้านการอักเสบ เหมาะใช้เป็นภาพรวมกลไกโรคและผลข้างเคียงของยากลุ่มต่างๆ


Ref 5
Bardin T, Richette P. Impact of comorbidities on gout and hyperuricaemia: an update on prevalence and treatment options. BMC Med. 2017 Jul 3;15(1):123. doi:10.1186/s12916-017-0890-9. PMID:28669352.

  • สรุป: บทความนี้อธิบายว่าโรคเก๊าท์มักมากับโรคอื่น เช่น โรคไต ความดัน เบาหวาน และโรคหัวใจ ซึ่งทั้งตัวโรคและยาที่ใช้รักษาโรคร่วมมีผลต่อการเลือกยาเก๊าท์ ช่วยให้หมอเลือกยาลดกรดยูริกและยาอื่นๆ ได้ปลอดภัยขึ้นโดยคำนึงถึงไตและหัวใจของคนไข้



Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?