เมื่อโรคเก๊าท์ที่เคย "นานๆ มาที" กลายเป็น "มาหาบ่อยๆ": สัญญาณเตือนที่ข้อมือและข้อเท้า

 



เมื่อโรคเก๊าท์ที่เคย "นานๆ มาที" กลายเป็น "มาหาบ่อยๆ": สัญญาณเตือนที่ข้อมือและข้อเท้า

“กินยาแก้ปวดก็ดีขึ้น... แต่พอหยุดยา ทำไมอาการถึงวนกลับมาอีก?” นี่คือคำถามที่หมอได้ยินบ่อยมากครับ โดยเฉพาะจากคนไข้ที่เป็นโรคเก๊าท์มาหลายปี เช่นเดียวกับ คุณมานพ (นามสมมติ) ชายวัย 47 ปี ที่สู้กับโรคเก๊าท์มานานกว่า 5 ปี

คุณมานพเริ่มจากอาการปวดตามข้อเท้าบ้าง ข้อมือบ้าง สลับกันไปคนละข้าง แรกๆ ปีหนึ่งเป็นสักครั้งสองครั้ง แต่ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ อาการกลับ "รุกหนัก" ขึ้นถี่จนแทบไม่ได้พัก พอกินยาตามที่หมอให้มาอาการก็ทุเลา แต่พอหยุดยาเพียงไม่กี่วัน ความเจ็บปวดแปลบๆ เหมือนมีเข็มพันเล่มมาทิ่มแทงในข้อก็กลับมาใหม่ จนเริ่มกังวลว่า "เราต้องกินยาไปตลอดชีวิตเลยหรือ?" หรือ "โรคเก๊าท์มันรุนแรงขึ้นกว่าเดิมใช่ไหม?"

ในสายตาหมอ อาการของคุณมานพเปรียบเหมือน "ถังน้ำที่มีรูรั่ว" ครับ โรคเก๊าท์ (Gout) เกิดจากการที่มี กรดยูริก (Uric Acid) ในเลือดสูงเกินไป จนมันล้นออกมาตกผลึกเป็นรูปเข็มเล็กๆ อยู่ตามข้อต่างๆ เหมือนเราเอาทรายไปใส่ในบานพับประตู เมื่อไหร่ที่เราขยับหรือร่างกายอ่อนแอ ผลึกเหล่านี้จะทิ่มแทงเนื้อเยื่อจนอักเสบแดงและปวดสุดขีด

การที่คุณกินยาแล้วดีขึ้นแต่พอยาหมดแล้วกลับมาเป็นใหม่ภายใน 2 สัปดาห์ แสดงว่าระดับกรดยูริกในร่างกายยัง "ล้นถัง" อยู่ครับ ยาที่ได้รับส่วนใหญ่มักเป็นยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบ ซึ่งช่วย "ดับไฟ" เฉพาะหน้า แต่ไม่ได้ไป "ลดระดับน้ำ"หรือลดกรดยูริกที่สะสมมานาน 5 ปีออกไป ทำให้ไฟพร้อมจะปะทุขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อที่ได้รับปัจจัยกระตุ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคเก๊าท์ "กำเริบถี่" ในช่วงนี้ มักเกิดจาก 5 ข้อนี้ครับ:

  • การรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงต่อเนื่อง เช่น ยอดผัก เครื่องในสัตว์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้ร่างกายขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ไม่ดี

  • มีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคไตที่ทำให้การขับกรดลดลง

  • การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือภาวะร่างกายขาดน้ำ (Dehydration)

  • จุดสำคัญที่สุด: คือยังไม่ได้รับ "ยาลดกรดยูริก" อย่างต่อเนื่อง หรือปรับขนาดผลาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายปัจจุบัน

เมื่อมาพบหมอ การตรวจวินิจฉัยจะเริ่มจากการซักประวัติและ การตรวจเลือด เพื่อดูระดับกรดยูริก (Uric acid level) และการทำงานของไต หมออาจจะใช้ เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ส่องดูในข้อที่ปวด ซึ่งจะเห็นผลึกเก๊าท์เกาะเป็นแถบสีขาวๆ ที่เราเรียกว่า "Double Contour Sign" ชัดเจนมากครับ และในรายที่ปวดเรื้อรัง อาจต้อง เอกซเรย์ ดูว่าข้อถูกทำลายไปบ้างหรือยัง

แนวทางการรักษาที่คุณมานพต้องทำควบคู่กันไป มีดังนี้ครับ:

  1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญ ต้องเลิกทานไก่ ยอดผัก และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง (น้ำอัดลม/น้ำหวาน) รวมถึงงดแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดในช่วงที่อาการกำเริบ

  2. การใช้ยาควบคุมระยะยาว: หมอจะพิจารณาให้ "ยาลดกรดยูริก" (เช่น Allopurinol หรือ Febuxostat) ซึ่งต้องกินต่อเนื่องทุกวัน "ห้ามหยุดเอง" แม้จะหายปวดแล้ว เพื่อค่อยๆ ละลายผลึกที่สะสมมา 5 ปีให้หมดไป

  3. การใช้ยาแก้ปวดเมื่อกำเริบ: ใช้ยาลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาลดอาการอักเสบเฉพาะโรคเก๊าท์ (Colchicine) ตามขนาดที่หมอสั่ง

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากข้อบวมมากและปวดจนทนไม่ไหว หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อดูดน้ำในข้อออกและฉีดยาลดอักเสบเข้าไปในข้อโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้หายปวดได้เร็วมาก

  5. การผ่าตัด: มักจะทำเฉพาะในกรณีที่มีปุ่มก้อนกรดยูริก (Tophi) ขนาดใหญ่จนไปกดทับเส้นประสาทหรือทำให้ข้อผิดรูปไปมาก

หมอขอยืนยันว่า โรคเก๊าท์ "รักษาให้สงบได้" ครับ แต่ต้องใช้ความอดทนในช่วง 6-12 เดือนแรก เพื่อให้ระดับกรดในเลือดต่ำลงจนผลึกเก่าๆ ละลายไปหมด หากปล่อยให้กำเริบถี่ๆ แบบนี้ ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวคือ โรคไตเสื่อมเรื้อรัง และ นิ่วในไต รวมถึงข้อที่อาจจะพิการผิดรูปจนใส่รองเท้าหรือทำงานไม่ได้ครับ

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ 1. ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร 2. เลี่ยงอาหารกระตุ้น 3. ควบคุมน้ำหนัก 4. ออกกำลังกายเบาๆ เมื่อไม่ปวด และ 5. มาพบหมอตามนัดเพื่อเจาะเลือดติดตามผลอย่างสม่ำเสมอครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. การปวดถี่ๆ หลังหยุดยาแสดงว่าระดับกรดยูริกในเลือดยังสูงมากจนพร้อมจะอักเสบตลอดเวลา

  2. ยาแก้ปวดช่วยดับอาการชั่วคราว แต่การกินยาลดกรดต่อเนื่องคือทางแก้ที่ยั่งยืน

  3. โรคเก๊าท์ไม่ได้ส่งผลแค่ที่ข้อ แต่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตในระยะยาว

  4. การดื่มน้ำมากๆ ช่วยให้ร่างกายขับกรดยูริกส่วนเกินออกได้ดีขึ้น

  5. หากเริ่มมีปุ่มก้อนขึ้นตามข้อ แสดงว่าโรคอยู่ในระยะเรื้อรังที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#โรคเก๊าท์ #ปวดข้อเท้า #ปวดข้อมือ #กรดยูริกสูง #กินอะไรแก้เก๊าท์ #อาการเก๊าท์กำเริบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาโรคเก๊าท์ #Gout #UricAcid #Rheumatology #HealthTips #ปวดข้อ #นิ่วในไต#HealthyLifestyle


Reference List

  1. Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42. doi:10.1136/annrheumdis-2016-209707. PMID:27457514.
    บทความนี้ให้แนวทางยุโรปในการรักษาเก๊าท์อย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ยาแก้ปวดช่วงกำเริบ การใช้ยาลดกรดยูริกระยะยาว และการตั้งเป้าหมายคุมกรดยูริกให้ต่ำ

  2. FitzGerald JD, Dalbeth N, Kopp K, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760. doi:10.1002/acr.24180. PMID:32390306.
    แนวทางของสมาคมรูมาติสซั่มอเมริการุ่นใหม่ เน้นเริ่มยาลดกรดยูริกอย่างถูกจังหวะ ปรับยาแบบค่อยเป็นค่อยไปตามค่ากรดยูริก และปรับพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น คุมอาหาร ลดเหล้า

  3. Dalbeth N, Merriman TR, Stamp LK. Gout. Lancet. 2016;388(10055):2039-2052. doi:10.1016/S0140-6736(16)00346-9. PMID:27939095.
    บทความรีวิวใหญ่ที่อธิบายว่าเก๊าท์เกิดจากผลึกกรดยูริกไปสะสมในข้อและเนื้อเยื่อ ทำไมบางคนกรดยูริกสูงแล้วไม่ป่วย และบอกหลักการรักษาโดยรวม

  4. Bursill D, Taylor WJ, Terkeltaub R, et al. Gout, Hyperuricaemia and Crystal-Associated Disease Network (G-CAN) consensus statement regarding labels and definitions for disease states of gout. Ann Rheum Dis. 2019;78(11):1592-1600. doi:10.1136/annrheumdis-2019-215933. PMID:31501138.
    เอกสารนี้ช่วยจัดระเบียบคำเรียกภาวะต่าง ๆ ของเก๊าท์ เช่น ระยะกรดยูริกสูงแต่ยังไม่ปวด ระยะข้อบวมครั้งแรก ระยะเก๊าท์เป็น ๆ หาย ๆ และระยะมีก้อนโทฟัส เพื่อให้หมอทั่วโลกใช้คำตรงกัน

  5. Khanna D, Fitzgerald JD, Khanna PP, et al. 2012 American College of Rheumatology guidelines for management of gout. Part 1: Systematic nonpharmacologic and pharmacologic therapeutic approaches to hyperuricemia. Arthritis Care Res (Hoboken). 2012;64(10):1431-1446. doi:10.1002/acr.21772. PMID:23024028.
    แนวทางนี้เน้นว่าต้องลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่าค่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับพฤติกรรมและใช้ยาลดกรดยูริกอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสข้อถูกทำลายและปวดซ้ำ

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?