update "แนวทางเวชปฏิบัติใหม่สำหรับการรักษาโรคเกาต์ พ.ศ. 2569

 




 แนวทางเวชปฏิบัติใหม่สำหรับการรักษาโรคเกาต์ พ.ศ. 2569 


1. เข้าใจ "โรคเกาต์" ในมุมมองใหม่

โรคเกาต์ไม่ใช่แค่การปวดข้อแล้วกินยาแก้ปวดก็จบไป แต่เกิดจากการมี กรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนเกิดผลึกสะสมในข้อและอวัยวะต่างๆ หากปล่อยไว้ไม่รักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ข้อผิดรูป พิการ ไตวาย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้


2. การรักษาเมื่อมีอาการ "ปวดข้อกำเริบ" (ระยะเฉียบพลัน)

เมื่อมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้อ แนวทางใหม่แนะนำดังนี้:

  • ยาที่ใช้เป็นลำดับแรก: สามารถเลือกใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งใน 3 กลุ่มนี้ ได้แก่ ยาโคลชิซิน (Colchicine), ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาสเตียรอยด์ (Glucocorticoids) ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของแต่ละคน

  • การประคบเย็น: แนะนำให้ประคบเย็นบริเวณที่อักเสบร่วมกับการกินยา เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและบวมให้ดีขึ้น

  • การเริ่มยาลดยูริก: "ข่าวดีคือ" ปัจจุบันพบว่าเราสามารถเริ่มกินยาลดกรดยูริกได้ทันทีในขณะที่ยังปวดข้ออยู่ โดยไม่ทำให้การดำเนินโรคแย่ลง (จากเดิมที่มักให้รอจนหายปวดก่อน)


3. การรักษาระยะยาว (การใช้ยาลดกรดยูริก)

เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการลดระดับกรดยูริกเพื่อให้ผลึกที่สะสมอยู่ "ละลาย" ออกไป

  • ใครบ้างที่ต้องกินยาลดยูริก:

    • คนที่มีข้ออักเสบกำเริบตั้งแต่ 2 ครั้งต่อปีขึ้นไป

    • ตรวจร่างกายแล้วพบก้อนโทฟัส (ก้อนปูดตามข้อ)

    • ภาพเอกซเรย์พบว่าข้อเริ่มถูกทำลาย

    • มีนิ่วในไต หรือเป็นโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 ขึ้นไป

  • ระดับยูริกเป้าหมาย: ต้องคุมให้ระดับกรดยูริกในเลือด ต่ำกว่า 6 มก./ดล. เสมอ เพื่อลดการกำเริบและชะลอการผุกร่อนของกระดูก


4. มีอะไรใหม่ในแนวทางเวชปฏิบัติฉบับปี 2569 นี้?

มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและคุ้มค่าสำหรับคนไทยมากขึ้น ดังนี้:

1) การตรวจยีนแพ้ยาก่อนเริ่มยา Allopurinol

แนวทางใหม่แนะนำให้พิจารณาตรวจยีน HLA-B*58:01 ในผู้ป่วยรายใหม่ก่อนเริ่มยา Allopurinol เพื่อป้องกันการเกิดผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง ซึ่งปัจจุบันการตรวจนี้อยู่ในสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว

2) กลยุทธ์ "เริ่มน้อยๆ ค่อยๆ ปรับ" (Start low, Go slow)

เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบหนักในช่วงแรก แนะนำให้เริ่มยาลดยูริกในขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขนาดขึ้นทุกเดือนจนกว่าจะถึงระดับเป้าหมาย

3) การใช้ยาผสม (Combination Therapy)

ในกรณีที่ใช้ยาลดกรดยูริกชนิดเดียวแล้วยังคุมระดับยูริกไม่ได้ตามเป้าหมาย แนวทางฉบับนี้อนุญาตให้แพทย์พิจารณาใช้ยาลดกรดยูริก 2 กลุ่มร่วมกันได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

4) ยาลดความดันและยาแก้ปวดหัวใจที่มีผลพลอยได้

  • Losartan: หากผู้ป่วยเกาต์มีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย แนะนำให้เลือกใช้ยา Losartan เพราะมีคุณสมบัติช่วยลดกรดยูริกในเลือดได้

  • Aspirin: สามารถใช้ยาแอสไพรินขนาดต่ำ (50-100 มก./วัน) เพื่อป้องกันโรคหัวใจได้ตามปกติ เพราะพบว่าไม่เพิ่มระดับกรดยูริกในเลือด


5. การปรับพฤติกรรม: สิ่งที่ต้องทำและควรเลี่ยง

  • สิ่งที่ควรเลี่ยง: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด (โดยเฉพาะเบียร์), เนื้อแดง, อาหารทะเล, เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และน้ำผลไม้

  • สิ่งที่ช่วยได้: การลดน้ำหนักในคนที่มีน้ำหนักเกิน , การทานอาหารเน้นพืชเป็นหลัก, ถั่วเหลือง, และกาแฟ


บทสรุปจากหมอ: หัวใจของการรักษาเกาต์ยุคใหม่คือ "Treat to Target" หรือการรักษาให้ถึงเป้าหมาย (ยูริกต่ำกว่า 6) โดยคนไข้ต้องมีวินัยในการกินยาอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีอาการปวด เพื่อไม่ให้โรคกลับมากำเริบและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคตครับ



Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?