ปวดข้อตอนเช้า หรือปวดบวมกลางดึก... เก๊าท์ กับ รูมาตอยด์ ต่างกันอย่างไร?"

 




ปวดข้อตอนเช้า หรือปวดบวมกลางดึก... เก๊าท์ กับ รูมาตอยด์ ต่างกันอย่างไร?"

หลายท่านคงเคยเจอประสบการณ์ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกข้อนิ้วแข็งขยับยาก หรืออยู่ดีๆ ก็มีอาการปวดข้อโคนนิ้วเท้าอย่างรุนแรงจนเดินไม่ได้ คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับในห้องตรวจคือ "หมอครับ ผมเป็นเก๊าท์หรือเปล่า?" หรือ "คุณแม่ปวดข้อมือสองข้างแบบนี้ ใช่รูมาตอยด์ไหม?"

แม้ทั้งสองโรคจะมีคำว่า "ข้ออักเสบ" เหมือนกัน แต่สาเหตุ วิธีการรักษา และการดูแลตัวเองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ การแยกสองโรคนี้ให้ออกตั้งแต่อาการเริ่มแรก จะช่วยให้เราได้รับการรักษาที่ถูกต้องและป้องกันข้อพิการในอนาคตได้ครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้ของหมอ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมอขอเล่าเคสสมมติของคนไข้สองท่านที่มาหาหมอด้วยอาการปวดข้อเหมือนกันแต่คนละโรคครับ

ท่านแรกคือ คุณลุงสมชาย อายุ 55 ปี ชอบทานอาหารนอกบ้านและสังสรรค์บ้าง คุณลุงมาพบหมอด้วยอาการปวดที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าซ้ายอย่างรุนแรง อาการเกิดขึ้นเร็วมากภายในคืนเดียว ผิวหนังบริเวณนั้นแดงแจ๋และร้อนผ่าว แค่ลมพัดโดนยังเจ็บจนสะดุ้ง ลุงบอกว่า "เมื่อวานยังดีๆ อยู่เลยครับหมอ ตื่นมาตีสองปวดจนน้ำตาไหล" นี่คือลักษณะเด่นของ โรคเก๊าท์ ครับ

ท่านที่สองคือ คุณป้ามาลี อายุ 48 ปี มาหาหมอด้วยอาการปวดข้อนิ้วมือทั้งสองข้าง ป้าบอกว่าปวดแบบตื้อๆ มาหลายเดือนแล้ว สิ่งที่ป้ากังวลที่สุดคือ "ตอนตื่นเช้ามา มือมันแข็งกำไม่ลงเลยค่ะหมอ ต้องแช่น้ำอุ่นหรือขยับไปมาเกือบชั่วโมงถึงจะดีขึ้น" แถมป้ายังรู้สึกเพลียๆ เหมือนมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา อาการค่อยเป็นค่อยไปและเป็นสองข้างพร้อมกันแบบนี้ คือสัญญาณของ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ครับ


เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย: "เศษแก้วในข้อ" กับ "ทหารทรยศ"

หมออยากให้ลองจินตนาการตามแบบนี้ครับ

โรคเก๊าท์ เปรียบเสมือนเรามี "เศษแก้วเล็กๆ" (ซึ่งก็คือผลึกกรดยูริก) หลุดเข้าไปในช่องว่างของข้อต่อ เมื่อเศษแก้วเหล่านี้ไปทิ่มแทงเนื้อเยื่อ ร่างกายจึงสั่งให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ผลคือ ปวด บวม แดง และร้อนอย่างรวดเร็วเหมือนไฟไหม้

ส่วน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เปรียบเสมือนระบบป้องกันร่างกายหรือ "ทหาร" ของเราเองที่เกิดความเข้าใจผิด แทนที่จะไปสู้กับเชื้อโรค กลับหันมาโจมตี "เยื่อบุข้อ" ของเราเอง ทหารเหล่านี้จะค่อยๆ เข้าทำลายข้อต่ออย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนบางครั้งส่งผลไปถึงอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายด้วยครับ


ความรู้พื้นฐานของโรค

1. โรคเก๊าท์ (Gout) คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน จนกรดยูริกตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็มสะสมในข้อ อาการมักจะเป็นแบบเฉียบพลัน ปวดมากที่สุดใน 24 ชั่วโมงแรก และมักเป็นเพียงข้อเดียว (ส่วนใหญ่ที่นิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือเข่า)

2. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) คือโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีข้อต่อตัวเอง อาการมักจะเป็นแบบเรื้อรัง ค่อยๆ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ มักเป็นหลายข้อพร้อมกัน และเป็น "สองข้างซ้ายขวา" เสมอ เช่น ปวดข้อนิ้วมือขวา ก็จะปวดนิ้วมือซ้ายด้วยในตำแหน่งเดียวกัน


ปัจจัยเสี่ยงของทั้งสองโรค

แม้จะเป็นเรื่องข้อเหมือนกัน แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างกันครับ

ปัจจัยเสี่ยงโรคเก๊าท์:

  • การทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักบางชนิด สัตว์ปีก

  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์

  • ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน

  • โรคประจำตัว เช่น ไตเสื่อม หรือความดันโลหิตสูง

ปัจจัยเสี่ยงโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์:

  • เพศ: พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3 เท่า

  • อายุ: มักเริ่มเป็นในช่วงอายุ 30-50 ปี

  • การสูบบุหรี่: เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้โรคอาการหนักขึ้น

  • พันธุกรรม: หากมีคนในครอบครัวเป็น จะมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป


การตรวจวินิจฉัย

เมื่อมาพบหมอ หมอจะทำการแยกโรคด้วยวิธีดังนี้ครับ

  • การตรวจร่างกาย: ดูลักษณะการบวม จำนวนข้อที่ปวด และเช็คอาการ "ข้อติดแข็งตอนเช้า"

  • การเจาะน้ำในข้อ: สำหรับเก๊าท์ ถ้าดูดน้ำออกมาแล้วส่องกล้องพบ "ผลึกรูปเข็ม" จะวินิจฉัยได้ทันที ส่วนรูมาตอยด์จะตรวจเพื่อแยกโรคติดเชื้อออกไป

  • การตรวจเลือด: เก๊าท์จะดูระดับกรดยูริก ส่วนรูมาตอยด์จะตรวจหา "สารรูมาตอยด์" (Rheumatoid Factor) และสารต้านโปรตีนชนิดพิเศษ (Anti-CCP) ซึ่งมีความแม่นยำสูง

  • อัลตราซาวด์: หมอจะใช้ดูการอักเสบของเยื่อบุข้อ หากเป็นเก๊าท์จะเห็นตะกอนผลึกเกาะที่ผิวกระดูกอ่อนเป็น "เส้นคู่" (Double Contour Sign)

  • เอกซเรย์: ดูความเสียหายของกระดูกและช่องว่างระหว่างข้อ


แนวทางการรักษา

เป้าหมายหลักคือ "หยุดการอักเสบ" และ "ป้องกันข้อพิการ" ครับ

  1. การปรับพฤติกรรม: เก๊าท์ต้องเน้นคุมอาหารและน้ำหนัก ส่วนรูมาตอยด์ต้องงดสูบบุหรี่เด็ดขาดและพักผ่อนให้เพียงพอ

  2. กายภาพบำบัด: บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเพื่อลดความตึงเครียดของข้อต่อ และป้องกันข้อติด

  3. การใช้ยา: * เก๊าท์: ใช้ยาต้านการอักเสบเฉียบพลัน และยาเพื่อ "ลดระดับกรดยูริก" ในระยะยาว

    • รูมาตอยด์: ใช้ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (DMARDs) เพื่อไปกดทหารที่ทรยศไม่ให้ทำลายข้อต่อ รวมถึงยากลุ่มชีวภาพในรายที่อาการรุนแรง

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด: หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าในข้อที่บวมมาก เพื่อลดความเจ็บปวดอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

  5. การผ่าตัด: มักใช้ในรายที่ข้อถูกทำลายไปมากจนผิดรูปหรือใช้งานไม่ได้แล้ว เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

หมายเหตุ: ผู้ป่วยส่วนใหญ่หากตรวจพบเร็วและกินยาต่อเนื่อง สามารถคุมโรคได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ


พยากรณ์โรค: หายไหม? นานไหม?

  • โรคเก๊าท์: หายจากอาการปวดได้สนิทครับ แต่ต้องกินยาลดกรดยูริกต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ถ้าคุมระดับยูริกได้ดี คุณจะเหมือนคนปกติเลยครับ

  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์: ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เหมือนเป็นหวัด แต่สามารถรักษาให้โรค "สงบ"(Remission) ได้ คือไม่มีอาการปวด ไม่มีการทำลายข้อเพิ่ม และใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์สม่ำเสมอครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากปล่อยไว้ไม่รักษา ทั้งสองโรคส่งผลเสียร้ายแรงได้ครับ

  • เก๊าท์: เกิดปุ่มก้อนนิ่วตามข้อ (Tophus) ผิวหนังทะลุ ข้อผิดรูป และอาจนำไปสู่ภาวะไตวาย

  • รูมาตอยด์: ข้อนิ้วมือบิดเบี้ยวผิดรูปจนหยิบจับของไม่ได้ ตาแห้งรุนแรง ปอดอักเสบ หรือหลอดเลือดหัวใจมีปัญหา


5 วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง

  1. สังเกตอาการเช้าวันใหม่: หากมีอาการข้อแข็งเกิน 30 นาที ควรรีบพบแพทย์

  2. เลี่ยงสิ่งกระตุ้น: งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สำหรับเก๊าท์) และงดบุหรี่ (สำหรับรูมาตอยด์)

  3. คุมน้ำหนักตัว: เพื่อไม่ให้ข้อต้องรับภาระหนักเกินไป

  4. ทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ และโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดการอักเสบ

  5. ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น ว่ายน้ำ หรือเดินในน้ำ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อ


Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q: เป็นเก๊าท์นานๆ จะกลายเป็นรูมาตอยด์ได้ไหม? A: ไม่ได้ครับ สองโรคนี้เกิดจากคนละสาเหตุ แต่คนไข้หนึ่งคนสามารถเป็นทั้งสองโรคพร้อมกันได้ (แม้จะพบได้น้อยมากครับ)

Q: ตรวจเลือดเจอ กรดยูริกสูง แปลว่าเป็นเก๊าท์ชัวร์ๆ ใช่ไหม? A: ไม่เสมอไปครับ บางคนยูริกสูงแต่ไม่มีอาการปวดข้อเลยก็ไม่ถือว่าเป็นโรคเก๊าท์ แต่ต้องระวังเรื่องสุขภาพโดยรวมครับ

Q: ถ้าปวดข้อบวมแดงเฉียบพลัน ควรหาหมอตอนไหน? A: ถ้าปวดมากจนเดินไม่ได้ มีไข้ หรือลองพักแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ควรมาพบแพทย์ทันทีครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • เก๊าท์ปวดเฉียบพลัน แดง ร้อน มักเป็นข้อเดียว (โคนนิ้วเท้า) เกิดจากกรดยูริก

  • รูมาตอยด์ปวดเรื้อรัง มักเป็นสองข้างพร้อมกัน มีอาการข้อติดแข็งตอนเช้า เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ

  • การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องใช้การตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือการเจาะน้ำในข้อร่วมด้วย

  • การรักษาเน้นการใช้ยาเพื่อคุมโรคในระยะยาว และป้องกันข้อผิดรูป

  • การรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (Early Diagnosis) ช่วยให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่ต้องผ่าตัด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดข้อ #โรคเก๊าท์ #รูมาตอยด์ #ข้ออักเสบ #นิ้วล็อก #ข้อแข็งตอนเช้า #ปวดเข่า #ปวดข้อมือ #กรดยูริกสูง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Gout #RheumatoidArthritis #JointPain #MorningStiffness #UricAcid


References 


  1. Dalbeth N, Gosling AL, Gaffo A, Abhishek A. Gout. Lancet. 2021;397(10287):1843-1855. PMID: 33798500. doi: 10.1016/S0140-6736(21)00569-9.

  2. Smolen JS, Aletaha D, McInnes IB. Rheumatoid arthritis. Lancet. 2016;388(10055):2023-2038. PMID: 27156434. doi: 10.1016/S0140-6736(16)30173-8.

  3. Aletaha D, Neogi T, Silman AJ, Funovits J, Felson DT, Bingham CO 3rd, et al. 2010 Rheumatoid arthritis classification criteria: an American College of Rheumatology/European League Against Rheumatism collaborative initiative. Ann Rheum Dis. 2010;69(9):1580-1588. PMID: 20872595. doi: 10.1136/ard.2010.138461.

  4. FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, Brignardello-Petersen R, Guyatt G, Abeles AM, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760. PMID: 32391934. doi: 10.1002/acr.24180.

  5. Thiele RG, Schlesinger N. Diagnosis of gout by ultrasound. Rheumatology (Oxford). 2007;46(7):1116-1121. PMID: 17468505. doi: 10.1093/rheumatology/kem058.



Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?