ปวดจนร้องขอชีวิต” เมื่อไหร่ต้องเริ่มกินยาลดกรดยูริก? เจาะลึกแนวทางใหม่ปี 2569




ปวดจนร้องขอชีวิต” เมื่อไหร่ต้องเริ่มกินยาลดกรดยูริก? เจาะลึกแนวทางใหม่ปี 2569

“หมอครับ ผมปวดนิ้วโป้งเท้ามาก แค่ผ้าห่มโดนยังสะดุ้งเลย!” นี่คือประโยคคลาสสิกที่หมอมักจะได้ยินจากคนไข้ที่เป็นโรคเกาต์ครับ หลายคนมักจะคิดว่าพอหายปวดก็คือจบกันไป แต่ความจริงแล้ว “อาการปวด” เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำมาเท่านั้น ส่วนที่น่ากลัวจริงๆ คือเจ้า “กรดยูริก” ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในเลือดของเรานั่นเองครับ

วันนี้หมอจะพามาไขข้อข้องใจว่า เมื่อไหร่กันแน่ที่เราควรจะเริ่มกินยาลดกรดยูริกแบบยาวๆ และแนวทางเวชปฏิบัติล่าสุดปี 2569 ของสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยเขาแนะนำไว้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เราไม่ต้องกลับมาปวดซ้ำและป้องกันข้อพังในอนาคตครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: บทเรียนของคุณบุญ

คุณบุญ (นามสมมติ) อายุ 55 ปี เป็นอดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเป็นชีวิตจิตใจ คุณบุญเริ่มมีอาการปวดที่ข้อนิ้วโป้งเท้าขวาครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากไปทานเลี้ยงอาหารทะเลและจิบเบียร์กับเพื่อนๆ ครั้งนั้นคุณบุญไปซื้อยาแก้ปวดทานเอง 2-3 วันก็หายปวด จึงไม่ได้ไปหาหมอและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

แต่หลังจากนั้น อาการปวดเริ่มกลับมาบ่อยขึ้น จากปีละครั้ง กลายเป็น 3-4 เดือนครั้ง จนกระทั่งล่าสุดคุณบุญสังเกตเห็นว่ามีตุ่มนูนแข็งๆ ขึ้นที่บริเวณตาตุ่มและข้อนิ้วมือ แถมพอลองเอกซเรย์ดูก็พบว่ากระดูกเริ่มโดนกัดกร่อนไปบ้างแล้ว นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากครับว่า การปล่อยให้โรคเกาต์ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่คุมระดับกรดยูริกให้ดี จะนำไปสู่ความพิการของข้อได้ในที่สุด


ทำความเข้าใจ “โรคเกาต์” แบบง่ายๆ

ลองจินตนาการว่าร่างกายของเราเหมือน “อ่างล้างหน้า” ครับ 

  • กรดยูริก เปรียบเสมือนน้ำที่ไหลลงอ่าง

  • ถ้าเราเติมน้ำเร็วเกินไป (กินอาหารที่มีพิวรีนสูง) หรือรูระบายน้ำตัน (ไตขับยูริกออกได้น้อย) น้ำก็จะล้นอ่าง 

  • น้ำที่ล้นออกมานี้จะกลายเป็น “ตะกอนผลึกแก้ว” เล็กๆ ที่แหลมคมเหมือนเศษกระจก 

  • เมื่อเศษกระจกเหล่านี้ไปฝังตัวอยู่ในข้อต่อ ร่างกายก็จะส่งทหาร (เม็ดเลือดขาว) มากำจัด จนเกิดการสู้รบที่รุนแรง นั่นคืออาการ “ข้ออักเสบเกาต์กำเริบ” ที่ทำให้เราปวดแสบปวดร้อนนั่นเองครับ 


โรคเกาต์ (Gout) คืออะไร?

โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน จนเกิดการสะสมของผลึกเกลือยูเรตในข้อและเนื้อเยื่อรอบๆ 

สาเหตุและการเกิดโรค

กรดยูริกเกิดจากการสลายตัวของสารที่เรียกว่า "พิวรีน" ซึ่งพบได้ในอาหารบางชนิดและร่างกายเราสร้างขึ้นเอง เมื่อมีกรดยูริกสูงเกินกว่าที่เลือดจะละลายได้ (ปกติคือเกิน 6.8 มก./ดล.) มันจะตกผลึกเป็นรูปเข็มไปปักตามข้อต่อต่างๆ 

อาการที่พบ

  • ปวดข้อเฉียบพลัน มักเป็นที่ข้อเดียว เช่น นิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า 

  • ข้อมีอาการบวม แดง ร้อน และเจ็บมากแม้เพียงสัมผัสเบาๆ 

  • อาการมักเริ่มเป็นตอนกลางคืนหรือเช้ามืด 


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณเป็นเกาต์

  1. เพศและอายุ: มักพบในผู้ชายมากกว่าหญิง โดยเฉพาะวัยกลางคนขึ้นไป 

  2. อาหารและเครื่องดื่ม: การดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์) การกินเนื้อแดง อาหารทะเล และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง 

  3. โรคประจำตัว: เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไตวายเรื้อรัง และโรคอ้วน 

  4. ยาบางชนิด: เช่น ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ 

  5. พันธุกรรม: หากมีคนในครอบครัวเป็นเกาต์ คุณก็มีโอกาสเสี่ยงสูงขึ้น 


การตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอะไรบ้าง?

  • การตรวจร่างกาย: เพื่อดูตำแหน่งข้อที่อักเสบและหา “ก้อนโทฟัส” (ตุ่มนูนผลึกยูริก) 

  • การตรวจเลือด: เพื่อดูระดับกรดยูริก (Target มักจะต่ำกว่า 6 มก./ดล.) และดูการทำงานของไต (Creatinine) 

  • การเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่าข้อถูกทำลายหรือยัง 

  • การเจาะน้ำไขข้อ: เพื่อส่องกล้องหาผลึกยูริก ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด 


แนวทางการรักษา: เมื่อไหร่ต้องใช้ยา?

การรักษาเกาต์แบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญครับ คือ ช่วงที่ปวด (ระยะกำเริบ) และ ช่วงที่คุมโรค (ระยะยาว)

1. การรักษาในระยะกำเริบ (ปวดเฉียบพลัน)

เป้าหมายคือลดอาการปวดให้เร็วที่สุด ยาที่แนะนำเป็นลำดับแรกได้แก่:

  • ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): ช่วยลดปวดและบวมได้ดี 

  • โคลชิซิน (Colchicine): หมอแนะนำให้ใช้ขนาดต่ำเพื่อลดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร (เช่น ท้องเสีย) 

  • ยาสเตียรอยด์ (Glucocorticoids): ทั้งแบบกินหรือฉีดเข้าข้อ เหมาะสำหรับคนที่มีข้อห้ามในการใช้ยาชนิดอื่น 

  • การประคบเย็น: ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมร่วมกับการใช้ยาได้ 

2. การรักษาระยะยาว: เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่ม “ยาลดกรดยูริก”?

นี่คือหัวใจสำคัญของคำแนะนำปี 2569 เลยครับ หมอจะเริ่มพิจารณาให้ยาลดกรดยูริก (เช่น Allopurinol หรือ Febuxostat) เมื่อคนไข้เข้าเกณฑ์ดังนี้:

  • มีอาการเกาต์กำเริบอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี

  • ตรวจพบก้อนโทฟัส (ตุ่มผลึกยูริก) ตามร่างกาย

  • มีหลักฐานจากเอกซเรย์ว่าข้อถูกทำลาย

  • เป็นเกาต์ครั้งแรก แต่มีโรคร่วม เช่น:

    • มีนิ่วในไต 

    • มีโรคไตวายเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 ขึ้นไป 

    • ระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาก (9 มก./ดล. ขึ้นไป) 


กลยุทธ์การรักษาแบบ “หวังผลเป้าหมาย” (Treat to Target)

การกินยาลดกรดยูริกไม่ใช่แค่กินให้จบๆ ไปนะครับ แต่ต้องกินเพื่อให้ได้ระดับกรดยูริก ต่ำกว่า 6 มก./ดล. เสมอ 

  1. เริ่มขนาดต่ำ: เพื่อป้องกันไม่ให้เกาต์กำเริบจากการที่ระดับยูริกแกว่งเร็วเกินไป 

  2. ปรับเพิ่มช้าๆ: หมอจะนัดมาตรวจเลือดและปรับยาจนกว่าจะได้ค่าตามเป้าหมาย 

  3. กินยาต่อเนื่อง: แม้ไม่ปวดแล้วก็ห้ามหยุดยาเอง เพราะถ้าหยุดยา ระดับยูริกจะพุ่งกลับขึ้นมาและทำให้ปวดซ้ำได้ 


พยากรณ์โรค: เกาต์หายขาดไหม?

โรคเกาต์สามารถ “สงบลงได้จนเหมือนหายขาด” ครับ หากเราสามารถคุมระดับกรดยูริกให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. ได้อย่างต่อเนื่อง ผลึกยูริกที่สะสมอยู่ในข้อจะค่อยๆ ละลายออกไป จนในที่สุดอาการปวดจะหายไป ก้อนโทฟัสจะยุบลง และไม่ต้องกลับมาปวดซ้ำอีกเลยครับ 


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมา:

  • ข้อผิดรูปและพิการ: กระดูกและข้อถูกทำลายอย่างถาวร 

  • โรคไตวาย: ผลึกยูริกไปอุดตันและทำลายเนื้อไต 

  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ: ทำให้ปวดท้องรุนแรงหรือปัสสาวะเป็นเลือด 


5 วิธีป้องกันเกาต์กำเริบด้วยตัวเอง

  1. เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะเบียร์และเหล้า 

  2. คุมอาหาร: ลดการทานเครื่องในสัตว์ เนื้อแดง และอาหารทะเลบางชนิด 

  3. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้สะดวกขึ้น 

  4. ลดน้ำหนัก: หากมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน 

  5. พบหมอตามนัด: เพื่อตรวจเลือดดูระดับยูริกและการทำงานของไตสม่ำเสมอ 


Q&A Section: คำถามที่พบบ่อย

Q: ถ้าตรวจเจอว่ากรดยูริกสูงแต่ไม่เคยปวดข้อเลย ต้องกินยาไหม?

A: ตามแนวทางล่าสุดปี 2569 หากไม่มีอาการปวดและตรวจร่างกายไม่พบก้อนโทฟัส ยัง ไม่แนะนำ ให้เริ่มยาลดกรดยูริกครับ ให้เน้นการปรับพฤติกรรมแทน

Q: กำลังปวดเกาต์อยู่ เริ่มกินยาลดกรดยูริกทันทีได้ไหม?

A: สามารถเริ่มได้เลยครับ โดยต้องกินคู่กับยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบเพื่อป้องกันไม่ให้ปวดมากขึ้น 

Q: กินยา Allopurinol แล้วมีผื่นขึ้น อันตรายไหม? A: อันตรายมากครับ! อาจเป็นอาการแพ้ยารุนแรง ควรหยุดยาและมาพบแพทย์ทันที หากเป็นไปได้ควรตรวจยีน HLA-B*58:01 ก่อนเริ่มยาตัวนี้เพื่อประเมินความเสี่ยง 


สรุปประเด็นสำคัญ

  • โรคเกาต์ไม่ใช่แค่เรื่องปวดข้อ แต่คือการสะสมของผลึกยูริกที่ทำลายร่างกาย 

  • ควรเริ่มยาลดกรดยูริกเมื่อปวดบ่อย (2 ครั้ง/ปีขึ้นไป) มีก้อนโทฟัส หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ไต 

  • เป้าหมายระดับกรดยูริกในเลือดคือ ต่ำกว่า 6 มก./ดล.

  • การรักษาต้องอาศัยวินัยในการกินยาต่อเนื่องและการปรับพฤติกรรมควบคู่กัน 

  • หัวใจสำคัญคือการรักษาแบบมีเป้าหมาย (Treat to Target) เพื่อป้องกันข้อพังในระยะยาว 

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng

โทร 081-5303666

#เกาต์ #กรดยูริกสูง #ปวดข้อ #ยาลดกรดยูริก #ข้ออักเสบ #โรคเกาต์ #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #แนวทางรักษาเกาต์2569 #goutTreatment #Hyperuricemia #Rheumatology #UricAcidTarget #Allopurinol #Febuxostat


Reference List 

  1. Thai Rheumatism Association. Guideline for the Treatment of Gout and Hyperuricemia 2026. Bangkok: Thai Rheumatism Association; 2026. [ยังยืนยันไม่ได้ใน PubMed]
    แนวทางจากสมาคมโรคข้อของประเทศไทย ใช้กำหนดวิธีรักษาเก๊าต์และภาวะกรดยูริกสูง รวมทั้งเป้าหมายค่ากรดยูริกที่ควรควบคุมในบริบทสาธารณสุขไทยปี 2569

  2. Stamp LK, Chapman PT, Barclay ML, Horne A, Frampton C, Tan P, et al. A randomised controlled trial of the efficacy and safety of allopurinol dose escalation to achieve target serum urate in people with gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(9):1522-1528. PMID: 28314755. doi: 10.1136/annrheumdis-2016-210872.
    การทดลองสุ่มเปรียบเทียบการเพิ่มขนาดยา allopurinol แบบไล่ขนาดเพื่อให้ยูริกถึงเป้าหมาย เทียบกับคงขนาดเดิม พบว่ากลุ่มเพิ่มขนาดควบคุมกรดยูริกได้ดีกว่า โดยความเสี่ยงผลข้างเคียงรุนแรงไม่ได้เพิ่มชัดเจน

  3. Richette P, Doherty M, Pascual E, Barskova V, Becce F, Castaneda-Sanabria J, et al. 2018 updated European League Against Rheumatism evidence-based recommendations for the diagnosis of gout. Ann Rheum Dis. 2020;79(1):31-38. PMID: 31167758. doi: 10.1136/annrheumdis-2019-215315.
    เอกสารคำแนะนำจาก EULAR ที่อัปเดตเกณฑ์การวินิจฉัยเก๊าต์ เช่น การตรวจหาผลึก MSU ในน้ำในข้อ การใช้ ultrasound และลักษณะทางคลินิกสำคัญ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยเก๊าต์ได้แม่นยำมากขึ้น

  4. FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, Brignardello-Petersen R, Guyatt G, Abeles AM, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760. PMID: 32391934. doi: 10.1002/acr.24180.
    แนวทางจาก ACR ปี 2020 สำหรับดูแลผู้ป่วยเก๊าต์ ครอบคลุมการเริ่มและปรับยาลดกรดยูริก การรักษาอาการข้ออักเสบ และแนวทางปรับพฤติกรรม โดยเน้นตั้งเป้าค่ากรดยูริกและปรับยาจนถึงเป้าหมาย

  5. Terkeltaub RA, Furst DE, Bennett K, Kook KA, Crockett RS, Davis MW. High versus low dosing of oral colchicine for early acute gout flare: Twenty-four-hour outcome of the first multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled, parallel-group, dose-comparison colchicine study. Arthritis Rheum. 2010;62(4):1060-1068. PMID: 20131255. doi: 10.1002/art.27327.
    งานวิจัยเปรียบเทียบโคลชิซินขนาดต่ำกับขนาดสูงในการรักษาเก๊าต์กำเริบเฉียบพลัน พบว่าขนาดต่ำบรรเทาอาการปวดได้ใกล้เคียงขนาดสูง แต่มีอาการท้องเสียและอาเจียนน้อยกว่ามาก ทำให้เหมาะใช้ในเวชปฏิบัติจริง

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?