เก๊าท์เรื้อรัง 15 ปี กับภารกิจรักษา "ไต" ให้แข็งแรงในวัย 72 ปี
เก๊าท์เรื้อรัง 15 ปี กับภารกิจรักษา "ไต" ให้แข็งแรงในวัย 72 ปี
กรณีของคุณลุงที่ตรวจพบค่า eGFR 58 (จัดอยู่ในโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3a) และทานยา Sulfin (Sulfinpyrazone) มานาน ยานี้มีกลไกขับยูริกออกทางปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้ไตทำงานหนักและเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้จริงครับ เมื่อค่าไตเริ่มลดลงต่ำกว่า 60 การเปลี่ยนมาใช้กลุ่ม Allopurinol ที่ลดการสร้างยูริกจากต้นตอจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมตามมาตรฐานการแพทย์ครับ
แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนยาในคนไข้ที่มีข้อจำกัดเรื่องไตต้องทำอย่างระมัดระวัง หมอขอตอบข้อสงสัยของคุณลุงดังนี้ครับ
1. ค่ายูริก 5.2 สามารถหยุดยาเก๊าท์ได้เลยหรือไม่?
คำตอบคือ: ยังไม่ควรหยุดยาครับ
เหตุผลคือ คุณลุงเป็นเก๊าท์มานานถึง 15 ปี ร่างกายอาจมีผลึกเก๊าท์สะสมอยู่ตามข้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ (แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) การที่คุณลุงมีค่ายูริก 5.2 นั้น เป็นผลมาจากการทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายที่ดีมาก (เป้าหมายสำหรับเก๊าท์เรื้อรังคือควรต่ำกว่า 6.0 หรือ 5.0 ในรายที่มีปุ่มโทฟัส)
หากคุณลุงหยุดยาตอนนี้ ระดับยูริกในเลือดจะพุ่งสูงกลับขึ้นมาทันที และผลึกเก๊าท์ที่สะสมอยู่อาจจะละลายออกมาทำให้เกิดอาการ "ข้ออักเสบกำเริบอย่างรุนแรง" ได้ครับ ซึ่งเมื่อข้ออักเสบ คุณลุงอาจต้องไปทานยาแก้ปวดกลุ่มกัดกระเพาะ (NSAIDs) ซึ่งยากลุ่มนั้น อันตรายต่อไตมากกว่ายาคุมเก๊าท์หลายเท่าตัวครับ
2. ยา Allopurinol มีผลต่อไตทำให้เสื่อมเร็วขึ้นหรือไม่?
คำตอบคือ: ในทางตรงกันข้าม การคุมยูริกให้ต่ำด้วย Allopurinol ช่วย "ถนอมไต" ได้ครับ
มีงานวิจัยยืนยันว่า ระดับกรดยูริกที่สูงเกินไปเป็นพิษต่อเซลล์ไตและทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ดังนั้นการทานยา Allopurinol เพื่อคุมยูริกให้ต่ำกว่า 6.0 จะช่วยลดการอักเสบในไตและชะลอความเสื่อมของไตได้ครับ
แต่ข้อควรระวังคือ:
อาการแพ้ยา: ในคนไทยบางรายอาจมีพันธุกรรมที่แพ้ยา Allopurinol รุนแรง (ผื่นลอกตามตัว) หากคุณลุงทานแล้วมีผื่น คัน หรือตาแดง ให้หยุดยาทันทีและพบแพทย์ครับ
ขนาดที่เหมาะสม: ยานี้ขับออกทางไต ดังนั้นต้องปรับขนาดตามค่า eGFR ครับ
3. ควรทานขนาดกี่ mg (100 หรือ 300 mg)?
สำหรับค่า eGFR 58 ของคุณลุง หมอขอให้ความเห็นตามหลักวิชาการดังนี้ครับ:
ขนาด 300 mg: อาจจะ "สูงเกินไป" สำหรับการเริ่มต้นในผู้ป่วยที่มี eGFR ต่ำกว่า 60 ครับ
คำแนะนำทั่วไป: แพทย์มักเริ่มที่ 50-100 mg ต่อวัน แล้วค่อยๆ ตรวจเลือดดูระดับยูริกและผลข้างเคียงทุก 2-4 สัปดาห์ หากยูริกยังไม่ลงถึงเป้าหมาย จึงค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างช้าๆ
การทาน 300 mg ทันที: มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ยารุนแรงได้มากกว่าการเริ่มจากโดสน้อยๆ และอาจทำให้เก๊าท์กำเริบเฉียบพลันจากการที่ระดับยูริกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปครับ
ข้อแนะนำ: คุณลุงควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาอีกครั้งว่า "ขอเริ่มที่ 100 mg ก่อนได้หรือไม่" เพื่อความปลอดภัยของไตและลดความเสี่ยงการแพ้ยาครับ
5 วิธีรักษาระดับไตไม่ให้แย่ลง (ฉบับวัย 72 ปี)
คุมความดันโลหิต: พยายามให้ไม่เกิน 130/80 mmHg เพราะความดันสูงคือศัตรูอันดับหนึ่งของไต
หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: เช่น ยาชุด ยาแก้เส้น ยาแก้ปวดข้อชนิดแรง (เช่น Diclofenac, Naproxen) ยากลุ่มนี้ทำให้ไตวายเฉียบพลันได้ง่ายมาก
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ประมาณ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน (หากไม่มีอาการบวมน้ำหรือโรคหัวใจ) เพื่อช่วยไตขับของเสีย
ระวังยาต่อมลูกหมากโต: ยา Xatral (Alfuzosin) ส่วนใหญ่ปลอดภัยต่อไต แต่ต้องคอยระวังเรื่องความดันตกเวลาเปลี่ยนท่า
คุมอาหารรสเค็ม: ลดการทานโซเดียม ผงชูรส และอาหารแปรรูป
Q&A สำหรับคุณลุง
Q: ทำไมหมอถึงจ่าย 300 mg มาให้เลย? A: แพทย์อาจจะพิจารณาจากระดับยูริกเดิมหรือความรุนแรงของโรค แต่ในทางปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุที่มีค่าไตเริ่มเสื่อม การเริ่มที่ 100 mg เป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า (Cautious approach) ครับ
Q: ถ้าเปลี่ยนยาแล้วปวดข้อขึ้นมาต้องทำอย่างไร? A: ช่วงเปลี่ยนยา ยูริกอาจแกว่งและทำให้ปวดข้อได้ ให้คุณลุงใช้การประคบเย็นและทานยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลก่อน หากไม่ไหวจริงๆ ให้ปรึกษาหมอเพื่อใช้ยา Colchicine ขนาดต่ำ (เช่น วันละ 1 เม็ด) ซึ่งปลอดภัยต่อไตมากกว่ายาแก้ปวดกลุ่มอื่นครับ
Q: สำหรับคำถามเรื่องการใช้ยา Febuxostat (ชื่อการค้าที่คุ้นเคยคือ Feburic) ยาลดกรดยูริกอีกตัว ในกรณีของคุณลุงถือว่าเป็นประเด็นที่ "ตรงจุดและสำคัญมาก" ครับ
คำตอบคือ คุณลุงสามารถใช้ยา Febuxostat ได้ครับ และในปัจจุบันยากลุ่มนี้มักเป็นทางเลือกที่หมอโรคข้อและหมอโรคไตนิยมใช้ในคนไข้ที่มีลักษณะเหมือนคุณลุงด้วยเหตุผลหลายประการครับ
หมอขอสรุปข้อดีและข้อควรระวังของ Febuxostat เมื่อเทียบกับ Allopurinol เพื่อให้คุณลุงเห็นภาพชัดขึ้นดังนี้ครับ:
## ทำไม Febuxostat ถึงน่าสนใจสำหรับคุณลุง?
ปลอดภัยต่อไตมากกว่า: ยา Allopurinol ขับออกทางไตเป็นหลัก แต่ Febuxostat ขับออกทาง "ตับ" เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อค่าไต eGFR เริ่มลดลง (เหมือนของคุณลุงที่ 58) ยากลุ่มนี้จึงค่อนข้างปลอดภัยและไม่ต้องปรับขนาดบ่อยเท่า Allopurinol ครับ
ประสิทธิภาพการลดระดับยูริก: Febuxostat มักลดระดับยูริกได้ดีและเร็วกว่า Allopurinol ในขนาดเริ่มต้น
ความเสี่ยงเรื่องการแพ้ยา: คนไทยมีพันธุกรรมแพ้ยา Allopurinol รุนแรงค่อนข้างบ่อย แต่การแพ้ยา Febuxostat แบบรุนแรงนั้นพบได้น้อยกว่ามากครับ
## ขนาดที่แนะนำสำหรับคุณลุง (eGFR 58)
หากคุณหมอจะเปลี่ยนให้คุณลุงใช้ Febuxostat:
ขนาดเริ่มต้น: ปกติจะเริ่มที่ 40 mg วันละ 1 ครั้ง ครับ
เป้าหมาย: หลังจากทานไป 2-4 สัปดาห์ หมอจะเจาะเลือดดูค่ายูริกอีกครั้ง ถ้าค่ายูริกยังไม่ลงมาที่ 5 หรือ 6 ตามเป้า อาจจะปรับขึ้นเป็น 80 mg (แต่สำหรับคุณลุง ยูริกปัจจุบัน 5.2 แล้ว ขนาด 40 mg น่าจะเพียงพอในการประคองอาการครับ)
## ข้อควรระวังพิเศษของ Febuxostat
แม้จะดีต่อไต แต่ยากลุ่มนี้มีข้อที่ต้องระวังซึ่งคุณลุงควรทราบไว้ครับ:
เรื่องโรคหัวใจ: มีข้อมูลงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ต้องระมัดระวังการใช้ Febuxostat ในคนไข้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจรุนแรง หรือเคยมีประวัติหัวใจขาดเลือด หากคุณลุงไม่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ ยานี้ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมครับ
ช่วงเปลี่ยนยา: เช่นเดียวกับยาลดเก๊าท์ทุกชนิด ช่วงที่เปลี่ยนมาใช้ Febuxostat ยูริกอาจจะลดลงเร็ว จนไปดึงเอาผลึกเก๊าท์เก่าๆ ให้ละลายออกมา ทำให้มีอาการ "ปวดข้อตุบๆ" ได้ในช่วงแรกครับ
## สรุป
หากคุณลุงกังวลเรื่องไตเสื่อมและกังวลเรื่องการแพ้ยา Allopurinol 300 mg ที่ได้รับมา "การขอเปลี่ยนเป็น Febuxostat 40 mg เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากครับ"
คุณลุงอาจจะลองปรึกษาคุณหมอท่านเดิมว่า:
"คุณหมอครับ ผมกังวลเรื่องผลข้างเคียงของ Allopurinol ต่อไตที่มีอยู่เดิม และกลัวการแพ้ยาเนื่องจากอายุเยอะแล้ว ผมสามารถเปลี่ยนไปใช้ยา Febuxostat 40 mg แทนได้ไหมครับ? เพราะทราบมาว่าขับออกทางตับเป็นหลักและปลอดภัยต่อไตมากกว่า"
## สรุปคำแนะนำสำหรับคุณลุง
Febuxostat เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนไข้เก๊าท์ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะ 3a
เริ่มที่ขนาด 40 mg เพียงพอแล้วสำหรับคุณลุงที่ยูริกคุมได้ดีอยู่แล้วที่ 5.2
แจ้งหมอเรื่องประวัติโรคหัวใจ (ถ้ามี) ก่อนเริ่มใช้ยากลุ่มนี้
ค่ายา: ยา Febuxostat มักจะมีราคาสูงกว่า Allopurinol (ถ้าเป็นยานอกบัญชี) คุณลุงอาจลองเช็กเรื่องสิทธิการรักษาด้วยนะครับ
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับคุณลุง
ห้ามหยุดยาเก๊าท์เอง แม้ยูริกจะ 5.2 เพราะจะทำให้ข้ออักเสบและไตทำงานหนักขึ้น
Allopurinol ช่วยถนอมไต หากคุมยูริกได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องขนาดที่สัมพันธ์กับค่า eGFR
ขนาด 100 mg เป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยกว่า สำหรับผู้ที่มี eGFR 58 คุณลุงควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอปรับลดขนาดในช่วงแรก
เฝ้าระวังอาการแพ้ยา เช่น ผื่นแดง หรือไข้ อย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 เดือนแรกที่เปลี่ยนยา
ตรวจติดตามค่าไต (eGFR) และยูริก ทุก 3 เดือน เพื่อปรับขนาดยาให้แม่นยำที่สุด
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจและการปรึกษาแพทย์ ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์เจ้าของไข้ได้ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เก๊าท์เรื้อรัง #ไตเสื่อม #Allopurinol #eGFR #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ยูริก #ต่อมลูกหมากโต #การใช้ยาในผู้สูงอายุ #ถนอมไต
References
FitzGerald JD, Dalbeth N, Kopp GW, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760. (แนวทางการรักษาเก๊าท์ปี 2020 ที่แนะนำการใช้ Allopurinol เป็นยาตัวเลือกแรกและต้องปรับตามค่าไต)
Stamp LK, Taylor FG, Jones PB, et al. Starting dose is a risk factor for allopurinol hypersensitivity syndrome: a proposed safe starting dose of allopurinol. Arthritis Rheum. 2012;64(8):2529-2536. (งานวิจัยที่ยืนยันว่าการเริ่มยา Allopurinol ขนาดต่ำช่วยลดความเสี่ยงการแพ้ยารุนแรงในคนไข้โรคไต)
Liu P, Chen Y, Wang B, et al. Allopurinol and kidney function: a systematic review and meta-analysis. Clin Rheumatol. 2018;37(8):2013-2022. (การศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า Allopurinol อาจมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยที่มีระดับยูริกสูง)
Kidneys.org. Gout and Kidney Disease: What You Need to Know. National Kidney Foundation. 2022. (ข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งชาติที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเก๊าท์และการถนอมไต)
Thai Rheumatism Association. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเก๊าท์ (Guideline for Management of Gout). 2012. (แนวทางของสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการจัดการระดับยูริกและการใช้ยาในคนไทย)
White WB, et al. Cardiovascular Safety of Febuxostat or Allopurinol in Patients with Gout. N Engl J Med. 2018;378(13):1200-1210. (งานวิจัย CARES ที่เปรียบเทียบความปลอดภัยทางระบบหัวใจของยา Allopurinol และ Febuxostat)
Schumacher HR Jr, et al. Febuxostat, a non-purine selective inhibitor of xanthine oxidase: a 28-day, multicenter, phase II, randomized, double-blind, placebo-controlled, dose-response study. Clin Ther. 2005;27(12):1885-905. (การศึกษาประสิทธิภาพของ Febuxostat ในการลดระดับยูริก)
Becker MA, et al. Febuxostat compared with allopurinol in patients with hyperuricemia and gout. N Engl J Med. 2005;353(23):2450-61. (การเปรียบเทียบผลของยา Febuxostat และ Allopurinol ในการรักษาโรคเก๊าท์)
U.S. Food and Drug Administration (FDA). FDA adds Boxed Warning for increased risk of death with gout medicine Febuxostat. 2019. (คำเตือนของ FDA เรื่องการใช้ยา Febuxostat ในคนไข้โรคหัวใจ)
Juraschek SP, et al. Effect of Allopurinol and Febuxostat on Serum Urate and Blood Pressure in Patients with Gout. Arthritis Rheumatol. 2014;66(11):3211-3218. (ข้อมูลการใช้ยาในคนไข้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย)
Comments
Post a Comment