ตรวจสุขภาพเจอ ยูริกสูง แต่ไม่ปวดข้อ ต้องกินยาไหม?" – เจาะลึกภาวะกรดยูริกสูงที่ยังไม่มีอาการ

 



ผลเลือดบอกว่ายูริกสูงปรี๊ด! แต่ร่างกายปกติดี ไม่เจ็บไม่ปวด แบบนี้ต้องรีบกินยาไหม หรือปล่อยไปก่อนได้?”

เชื่อไหมครับว่า นี่คือหนึ่งในปัญหาที่สร้างความสับสนมากที่สุดเวลาคนไข้ไปตรวจสุขภาพประจำปี หลายคนพอเห็นตัวเลขกรดยูริกเกินเกณฑ์ (ปกติมักจะเกิน 7 mg/dL) ก็ตกใจ รีบไปหาน้ำใบย่านางมาดื่ม หรือบางคนวิ่งไปซื้อยาแก้เก๊าท์มากินเองเพราะกลัวปวด

วันนี้หมอมีเคสของคุณธนา (นามสมมติ) หนุ่มออฟฟิศวัย 40 ปีที่เพิ่งไปตรวจร่างกายมา ผลยูริกของเขาอยู่ที่ 8.5 mg/dL แต่เขาไม่เคยปวดข้อเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณธนาถามหมอด้วยความสงสัยว่า “หมอครับ เพื่อนผมยูริกแค่ 7.5 ก็ปวดจนเดินไม่ได้แล้ว ทำไมผม 8.5 ถึงยังชิลล์อยู่ แล้วผมต้องกินยาไหม?”


ภาวะยูริกสูงที่ไม่มีอาการ คืออะไร? (ภาษาชาวบ้าน)

ในทางการแพทย์ เราเรียกภาวะนี้ว่า Asymptomatic Hyperuricemia ครับ

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ กรดยูริกในเลือดก็เหมือน “ฝุ่นที่ลอยอยู่ในบ้าน” ครับ ตราบใดที่ฝุ่นมันยังลอยไปลอยมา ไม่ยอมตกลงมาเกาะบนพื้นหรือตามตู้ (ซึ่งก็คือข้อต่อของคุณ) คุณก็ยังไม่รู้สึกระคายเคืองหรือปวดบวมนั่นเอง

แต่ละคนมี “ความสามารถในการละลายฝุ่น” ไม่เท่ากันครับ บางคนยูริกสูงนิดเดียวก็ตกตะกอนเป็นเข็มทิ่มข้อแล้ว แต่บางคนร่างกายยังทนได้ ยูริกเลยยังลอยละล่องอยู่ในกระแสเลือดโดยไม่สร้างเรื่อง


ทำไมถึงยูริกสูง? (กลไกการเกิดโรค)

กรดยูริกเกิดจาก 2 แหล่งหลักครับ:

  1. จากภายใน: ร่างกายสร้างขึ้นเองจากการผลัดเซลล์ (ประมาณ 80%)

  2. จากภายนอก: มาจากอาหารที่เรากินเข้าไป เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง (ประมาณ 20%)

ปกติไตจะทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองน้ำ คอยขับยูริกส่วนเกินออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าเครื่องกรองเริ่มล้า หรือเราเติมของเสียเข้าไปเยอะเกินไป ยูริกก็จะเริ่มล้นถังครับ


อาการและการตรวจวินิจฉัย

ในระยะนี้ "ไม่มีอาการ" จริงๆ ครับ สิ่งที่จะบอกเราได้มีเพียง:

  • การเจาะเลือด (Blood Test): เพื่อดูระดับ Serum Urate

  • การตรวจการทำงานของไต (Creatinine): เพราะยูริกที่สูงนานๆ อาจส่งผลกระทบต่อไตได้

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ในบางกรณีที่ยูริกสูงมาก หมออาจจะใช้อัลตราซาวด์ส่องดูตามข้อ (เช่น ข้อนิ้วโป้งเท้า) เพื่อดูว่ามี "ตะกอนผลึก" แอบไปพอกไว้บ้างหรือยัง แม้เราจะยังไม่ปวดก็ตาม


สรุปแล้ว... ต้องกินยาไหม?

คำตอบส่วนใหญ่คือ “ยังไม่ต้องกินยาแก้เก๊าท์ครับ”

ตามแนวทางการรักษามาตรฐานสากล หากระดับยูริกสูงแต่ยังไม่มีอาการปวดข้อ (และไม่มีปุ่มโทฟัส) เรามักจะยังไม่เริ่มยาลดกรดยูริกทันที เพราะยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง แต่หมอจะแนะนำให้ "ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" เป็นอันดับแรก

ข้อยกเว้นที่อาจจะต้องพิจารณากินยา:

  1. ถ้ายูริกสูงมากเกินไป (เช่น เกิน 9 หรือ 10 mg/dL ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง)

  2. เริ่มมีนิ่วในไต หรือการทำงานของไตเริ่มเสื่อมลง

  3. มีการขับกรดยูริกทางปัสสาวะมากผิดปกติจนเสี่ยงต่อนิ่ว


แนวทางดูแลตนเองเบื้องต้น (แบบปลอดภัย)

ถ้าตรวจเจอยูริกสูงแต่ไม่ปวด ให้เริ่มทำ 3 ข้อนี้ทันทีครับ:

  • ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น: น้ำคือยาละลายยูริกที่ดีที่สุดและถูกที่สุด ช่วยให้ไตขับยูริกออกได้ง่ายขึ้น

  • เลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน: น้ำหวาน น้ำอัดลมที่มีฟรุกโตสสูง คือตัวการร้ายที่ทำให้ยูริกพุ่งแรงกว่ายอดผักเสียอีก

  • คุมน้ำหนัก: ภาวะอ้วนสัมพันธ์โดยตรงกับระดับยูริกที่สูงขึ้น การลดน้ำหนักจะช่วยให้ระดับยูริกในเลือดลดลงได้เองอย่างน่าอัศจรรย์


พยากรณ์โรค: จะกลายเป็นเก๊าท์ในอนาคตไหม?

ไม่ใช่ทุกคนที่มียูริกสูงจะต้องกลายเป็นโรคเก๊าท์ครับ จากสถิติพบว่าคนที่มีภาวะยูริกสูง มีเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่จะพัฒนาไปเป็นโรคเก๊าท์ ในช่วงเวลา 5 ปี

แต่สิ่งที่คุณต้องระวังไม่ใช่แค่เรื่องปวดข้อครับ ยูริกที่สูงนานๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงของ โรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนั้นการคุมยูริกจึงไม่ใช่แค่เพื่อไม่ให้ปวดเก๊าท์ แต่เพื่อสุขภาพโดยรวมของร่างกายครับ


สรุป

ตรวจเจอยูริกสูงแต่ไม่ปวด "อย่าเพิ่งตกใจวิ่งไปหาซื้อยากินเอง" ครับ เพราะการเริ่มยาลดกรดยูริกต้องกินต่อเนื่องยาวนานและมีการติดตามผลเลือดโดยแพทย์ ให้ถือว่าผลเลือดนี้คือ "สัญญาณเตือน" ให้เราหันกลับมาดูแลอาหารการกินและดื่มน้ำให้มากขึ้นก่อนจะสายเกินไปครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพ หากคุณตรวจพบระดับกรดยูริกสูง ควรนำผลเลือดปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ไม่ควรเริ่มยาหรือหยุดยาเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ยูริกสูง #ตรวจสุขภาพประจำปี #เก๊าท์ #สุขภาพไต #ปวดข้อ #หมอเก่ง #กรดยูริก #ดูแลสุขภาพ #ไม่ปวดแต่ยูริกสูง #อาหารลดเก๊าท์


References

  1. Bardin T, et al. (2021). Management of Asymptomatic Hyperuricemia: To Treat or Not to Treat?Current Rheumatology Reports.

    • สรุป: การอภิปรายเกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้ยาในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ และเกณฑ์การตัดสินใจเริ่มยา

  2. Burbano-Vargas TK, et al. (2022). Hyperuricemia and its Cardiorenal ImplicationsInternational Journal of Nephrology.

    • สรุป: ผลกระทบของกรดยูริกสูงต่อระบบหัวใจและไต แม้จะยังไม่มีอาการทางข้อ

  3. FitzGerald JD, et al. (2020). ACR Guideline for the Management of GoutArthritis Care & Research.

    • สรุป: แนวทางมาตรฐานที่ระบุว่าโดยทั่วไปไม่แนะนำให้เริ่มยาลดกรดในผู้ป่วย Asymptomatic Hyperuricemia

  4. Thai Rheumatism Association. (2021). Guidelines for Hyperuricemia and Goutสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย.

    • สรุป: แนวทางการดูแลผู้ป่วยยูริกสูงในบริบทของคนไทยและการปรับพฤติกรรม

  5. Koyama S, et al. (2021). Fructose and Uric Acid: A ReviewNutrients.

    • สรุป: งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลฟรุกโตสและการเพิ่มขึ้นของกรดยูริก

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?