อยากผอมเลยทำ IF แต่นิ้วเท้าบวมเป่ง! การอดอาหาร (Intermittent Fasting) กระตุ้นเก๊าท์จริงหรือ?
อยากผอมเลยทำ IF แต่นิ้วเท้าบวมเป่ง! การอดอาหาร (Intermittent Fasting) กระตุ้นเก๊าท์จริงหรือ?
"หมอครับ ผมงงมากเลย ผมตั้งใจลดความอ้วนเพื่อสุขภาพ เริ่มทำ IF (Intermittent Fasting) มาได้ 2 สัปดาห์ น้ำหนักลงไป 3 โล แต่ทำไมอยู่ดีๆ เก๊าท์ผมกำเริบขึ้นมาหนักกว่าเดิมครับ ทั้งที่ผมไม่ได้กินเหล้า ไม่ได้กินเครื่องในเลย?"
นี่คือคำถามจาก "คุณประวิทย์" (นามสมมติ) คนไข้ชายวัย 45 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจของหมอด้วยความสงสัยแกมเจ็บปวด
คุณประวิทย์เป็นตัวอย่างของคนรักสุขภาพยุคใหม่ที่พยายามดูแลตัวเองด้วยการทำ IF หรือการจำกัดเวลาการกิน แต่กลับต้องมาสะดุดเพราะโรคเก๊าท์ที่ซ่อนอยู่
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันเยอะมากครับ หลายคนคิดว่า "การอดอาหาร" น่าจะดีต่อโรคเก๊าท์เพราะเรากินน้อยลง แต่ความจริงแล้ว ในช่วงแรกของการลดน้ำหนักหรือการอดอาหาร กลับเป็นช่วง "นาทีทอง" ที่เก๊าท์ชอบฉวยโอกาสเล่นงานเราครับ
วันนี้หมอจะมาไขความลับความสัมพันธ์ระหว่าง "การทำ IF" และ "โรคเก๊าท์" ให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกท่านลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย หุ่นดีได้โดยที่ข้อไม่พังครับ
ความจริงของการอดอาหาร: เมื่อร่างกายเปลี่ยนระบบพลังงาน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า IF หรือ Intermittent Fasting ไม่ใช่รูปแบบอาหาร แต่เป็นเรื่องของ "เวลา" คือมีช่วงกิน (Feeding) และช่วงอด (Fasting)
เมื่อเราอดอาหารนานเกิน 12-14 ชั่วโมง ร่างกายเราจะฉลาดมากครับ มันจะรู้ว่า "อ้าว ไม่มีข้าวกินแล้ว" ร่างกายจะเริ่มสลับสวิตช์จากการใช้น้ำตาล ไปดึงเอา "ไขมัน" ที่สะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทน
ฟังดูเหมือนจะดีใช่ไหมครับ? นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องการเพื่อความผอม แต่ในกระบวนการเผาผลาญไขมันนี้ ร่างกายจะสร้างสารตัวหนึ่งออกมา เรียกว่า "คีโตน" (Ketones)
เจ้าคีโตนนี่แหละครับ คือตัวละครลับที่มีผลต่อโรคเก๊าท์โดยตรง
ทำไมการอดอาหาร ถึงทำให้ยูริกพุ่งปรี๊ด?
หมอขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ แบบนี้นะครับ
จินตนาการว่า "ไต" ของเราเหมือน "ประตูทางออก" ที่มีหน้าที่ระบายของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งของเสียที่ต้องระบายออกมีทั้ง "กรดยูริก" และเจ้า "คีโตน" ที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน
ปัญหามันอยู่ที่ว่า ประตูทางออกนี้มันแคบครับ และเจ้าคีโตนกับกรดยูริก มันดันแย่งกันออกประตูเดียวกัน!
เมื่อเราทำ IF หรืออดอาหารนานๆ ปริมาณคีโตนในเลือดจะสูงขึ้น มันจะไปเบียดแย่งพื้นที่การขับถ่ายที่ไต ทำให้ไตขับ "กรดยูริก" ออกได้น้อยลง
ผลก็คือ กรดยูริกที่ระบายออกไม่ทัน ก็จะย้อนกลับเข้ามาสะสมในเลือดสูงขึ้น จนตกผลึกตามข้อ และกระตุ้นให้เกิดอาการปวดเก๊าท์กำเริบนั่นเองครับ
นอกจากนี้ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ "ภาวะขาดน้ำ"
ในช่วงที่เราอดอาหาร หลายคนมักจะลืมดื่มน้ำ หรือดื่มน้อยลงเพราะไม่ได้ทานข้าว พอร่างกายขาดน้ำ เลือดจะข้นขึ้น ความเข้มข้นของกรดยูริกก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ยิ่งเร่งให้เกิดการตกผลึกเร็วขึ้นไปอีก
สรุปว่าคนเป็นเก๊าท์ "ห้าม" ทำ IF หรือเปล่า?
คำตอบคือ "ทำได้ครับ และควรทำด้วยในระยะยาว"
ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมครับ? เดี๋ยวหมออธิบายให้ฟัง
ใน ระยะสั้น (ช่วงแรกที่เริ่มทำ): การอดอาหารหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว จะกระตุ้นให้เก๊าท์กำเริบได้ง่าย จากกลไกเรื่องคีโตนและการขาดน้ำที่หมอเล่าไป
แต่ใน ระยะยาว: การลดน้ำหนักจนเข้าสู่เกณฑ์ปกติ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาโรคเก๊าท์ให้หายขาดครับ เพราะคนอ้วนจะมีการสร้างกรดยูริกเยอะกว่าคนผอม และไตของคนผอมจะทำงานขับยูริกได้ดีกว่า
ดังนั้น กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "ทำ หรือ ไม่ทำ" แต่อยู่ที่ "ทำอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย" ครับ
เทคนิคทำ IF ฉบับคนเป็นเก๊าท์: ผอมได้ ไม่ต้องเจ็บตัว
ถ้าท่านเป็นโรคเก๊าท์ หรือมีกรดยูริกสูง แต่อยากทำ IF เพื่อลดน้ำหนัก หมอมีคำแนะนำดังนี้ครับ
1. เริ่มต้นอย่างนุ่มนวล (Start Slow) อย่าเพิ่งหักโหมทำสูตรโหดๆ เช่น 20/4 (อด 20 ชั่วโมง กิน 4 ชั่วโมง) หรือ กินแค่มื้อเดียว (OMAD) ทันที เพราะร่างกายจะปรับตัวไม่ทัน กรดยูริกจะพุ่งสูงปรี๊ด
ให้เริ่มจากสูตรเบาๆ เช่น 12/12 (อด 12 กิน 12) ก่อน สัก 1-2 สัปดาห์ แล้วค่อยขยับเป็น 14/10 หรือ 16/8 อย่างช้าๆ ให้ร่างกายค่อยๆ ชินกับการขับของเสียครับ
2. ดื่มน้ำให้มากกว่าคนปกติ 2 เท่า ข้อนี้สำคัญที่สุด! ในช่วงเวลาที่อด (Fasting) ท่าน ต้อง ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ จิบไปเรื่อยๆ ตลอดวัน ให้ได้อย่างน้อย 2.5 – 3 ลิตร
น้ำจะช่วยเจือจางความเข้มข้นของกรดยูริก และช่วยดันให้ไตขับยูริกออกมาสู้กับคีโตนได้ ถ้าฉี่ใส แปลว่าท่านมาถูกทางแล้วครับ
3. อย่าลดน้ำหนักเร็วเกินไป การที่น้ำหนักลงฮวบฮาบ เช่น สัปดาห์ละ 2-3 กิโลกรัม จะทำให้มีการสลายกล้ามเนื้อและไขมันออกมามากเกินไป ซึ่งกระบวนการสลายเซลล์นี้จะปล่อยสารพิวรีนออกมาเพิ่มในกระแสเลือดอีก
เป้าหมายที่ปลอดภัยคือ ลดประมาณ 0.5 – 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ก็พอครับ ช้าแต่ชัวร์ และข้อไม่พัง
4. เลือกอาหารมื้อแรกอย่างฉลาด ตอนที่จบช่วงอด (Break Fast) อย่าเพิ่งจัดหนักด้วยบุฟเฟต์ปิ้งย่าง หรือเนื้อสัตว์ใหญ่ทันที เพราะตอนนั้นร่างกายกำลังดูดซึมสารอาหารได้ดีมาก
ให้เริ่มด้วยผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง เพื่อให้ระดับอินซูลินค่อยๆ ปรับตัว และไม่เพิ่มภาระพิวรีนให้ร่างกายกะทันหัน
5. ห้ามหยุดยาโรคเก๊าท์เด็ดขาด ใครที่ทานยาลดกรดยูริกอยู่ ให้ทานต่อเนื่องตามปกติ หรือถ้าใครไม่เคยทานยาแต่มีประวัติปวดบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทำ IF ครับ หมออาจจะจ่ายยาป้องกันการอักเสบให้ทานควบคู่ในช่วงแรกของการลดน้ำหนัก
สัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ควรหยุดพัก?
ถ้าท่านทำ IF แล้วเริ่มมีความรู้สึกแปล๊บๆ ที่นิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือรู้สึกตึงๆ ร้อนวูบวาบที่ข้อ
ให้ "หยุด" การอดอาหารทันทีครับ กลับมาทานอาหารมื้อปกติ ดื่มน้ำเยอะๆ และทานยาแก้ปวดที่หมอเคยจ่ายให้ (ถ้ามี)
อย่าฝืนทำต่อโดยคิดว่า "เดี๋ยวมันก็หาย" เพราะถ้าเก๊าท์กำเริบหนัก ท่านจะออกกำลังกายไม่ได้ เดินไม่ได้ สุดท้ายเป้าหมายการลดน้ำหนักก็จะล้มเหลวอยู่ดี
พยากรณ์โรค: ทำไปนานๆ แล้วจะดีขึ้นไหม?
ข่าวดีครับ! งานวิจัยยืนยันว่า เมื่อท่านผ่านช่วงแรกไปได้ และน้ำหนักตัวเริ่มลดลงอย่างคงที่ ระดับกรดยูริกในเลือดจะค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติ
คนไข้ของหมอหลายคน พอลดน้ำหนักได้ตามเป้า อาการปวดเก๊าท์หายไปเป็นปีๆ จนแทบไม่ต้องกินยาเลยก็มีครับ ดังนั้น "ความอดทน" และ "ความสม่ำเสมอ" คือเพื่อนแท้ของท่านครับ
สรุป
การทำ IF ไม่ใช่สิ่งต้องห้ามสำหรับคนเป็นเก๊าท์ แต่เป็น "ดาบสองคม" ที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง
ช่วงแรกของการอดอาหาร ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่กระตุ้นให้ยูริกสูงขึ้นได้ แต่ถ้าท่าน ดื่มน้ำให้พอ เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกินยาคุมอาการไว้ ท่านก็จะสามารถผ่านช่วงวัดใจนี้ไปได้
ปลายทางของการลดน้ำหนัก คือสุขภาพที่ดีขึ้นและอาการปวดข้อที่ลดลง หมอขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังดูแลตัวเองนะครับ สู้ๆ ครับ แต่ต้องสู้อย่างมีสติและถูกวิธีนะครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#โรคเก๊าท์ #ทำIFแล้วปวดข้อ #ลดน้ำหนักโรคเก๊าท์ #IntermittentFasting #กรดยูริกสูง #อดอาหาร #ปวดนิ้วโป้งเท้า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #รักษาเก๊าท์
References:
- Stamp LK, et al. Management of Gout: A Systematic Review in Support of an American College of Physicians Clinical Practice Guideline. Ann Intern Med. 2016;165(11):815-826.
- Dalbeth N, Merriman TR, Stamp LK. Gout. Lancet. 2016;388(10055):2039-2052.
- Saag KG, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
- Nielsen SM, et al. Weight loss for overweight and obese individuals with gout: a systematic review of longitudinal studies. Ann Rheum Dis. 2017;76(11):1870-1882.
- Dessein PH, et al. Beneficial effects of weight loss associated with moderate calorie/carbohydrate restriction, and increased proportional intake of protein and unsaturated fat on serum urate and lipoprotein levels in gout: a pilot study. Ann Rheum Dis. 2000;59(7):539-43.
Comments
Post a Comment