พ่อแม่ไม่เป็น แต่ทำไมเราเป็น? ไขปริศนา "ยูริกสูง" ที่ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์

 



พ่อแม่ไม่เป็น แต่ทำไมเราเป็น? ไขปริศนา "ยูริกสูง" ที่ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์

“หมอครับ ผมงงมาก ที่บ้านผมไม่มีใครเป็นเก๊าเลยสักคน พ่อแม่ปู่ย่าก็ปกติ แต่ทำไมพอผมไปตรวจสุขภาพ หมอบอกว่ากรดยูริกผมพุ่งปรี๊ดเลยครับ? ร่างกายผมมันผลิตอะไรออกมาผิดปกติหรือเปล่า?”

คุณแบงค์ (นามสมมติ) หนุ่มออฟฟิศวัย 35 ปี นั่งคุยกับหมอด้วยความสงสัย แกมั่นใจมาตลอดว่าโรคเก๊าเป็นเรื่องของพันธุกรรม ถ้าบรรพบุรุษไม่เป็น เราก็คงรอด แต่ความจริงทางการแพทย์ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปครับ

จริงอยู่ที่พันธุกรรมมีผล แต่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ในปัจจุบันเราพบคนวัยทำงานที่มีระดับกรดยูริกสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ “ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมาก่อน” เลย

วันนี้หมอจะพามาไขความลับกลไกในร่างกายกันครับ ว่านอกจากพันธุกรรมแล้ว อะไรคือตัวการสำคัญที่ไปสั่งให้โรงงานในร่างกายของคุณ “ผลิตยูริกออกมามากเกินไป” หรือ “ระบายออกไม่ทัน” จนล้นเอ่อออกมาทำร้ายข้อต่อครับ

ทำความเข้าใจ "โรงงานผลิตยูริก" ในร่างกาย

ก่อนจะไปดูสาเหตุ ต้องเข้าใจก่อนว่า ยูริกในตัวเรามาจาก 2 แหล่งหลัก:

  1. นำเข้า (20%): มาจากอาหารที่เรากิน (สัตว์ปีก เครื่องใน ยอดผัก)
  2. ผลิตเอง (80%): มาจากการที่ร่างกายเราผลัดเปลี่ยนเซลล์เก่าสร้างเซลล์ใหม่ และการเผาผลาญพลังงานตามปกติ

เห็นไหมครับว่า 80% ร่างกายเราสร้างเอง ดังนั้นต่อให้คุณคุมอาหารดีแค่ไหน ถ้าโรงงานภายในทำงานผิดเพี้ยน ระดับยูริกก็สูงได้ครับ

5 ปัจจัยกระตุ้น ให้ร่างกายสะสมยูริก (โดยไม่ง้อพันธุกรรม)

ถ้าตัดเรื่องพ่อแม่ให้มา นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้โรงงานในตัวคุณปั่นป่วนครับ:

1. ภัยเงียบจากความหวาน (Fructose Metabolism)

นี่คือจำเลยเบอร์หนึ่งในยุคปัจจุบันครับ หลายคนเลี่ยงไก่ เลี่ยงเครื่องในแทบตาย แต่ตกม้าตายเพราะ “น้ำหวาน” น้ำตาลฟรุกโตส (ที่มีมากในน้ำอัดลม ชานมไข่มุก น้ำผลไม้กล่อง และผลไม้รสหวานจัด) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ตับจะเปลี่ยนมันเป็นพลังงาน แต่กระบวนการนี้จะ “แถม” ของเสียออกมาคือ กรดยูริก จำนวนมหาศาลครับ ยิ่งกินหวาน ร่างกายยิ่งเร่งผลิตยูริก

2. ภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome)

เซลล์ไขมัน โดยเฉพาะไขมันที่พุง ไม่ได้อยู่เฉยๆ ครับ มันจะสร้างสารอักเสบออกมา และทำให้ร่างกายผลิตยูริกมากขึ้น แถมยังไปสั่งไตว่า “ไม่ต้องขับยูริกออกนะ เก็บไว้ก่อน” (เพราะภาวะดื้ออินซูลิน) ทำให้ระดับยูริกในเลือดสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

3. การลดน้ำหนักแบบฮาร์ดคอร์ (Rapid Weight Loss / Fasting)

ใครที่งดแป้งจัดๆ (Ketogenic Diet แบบไม่ถูกวิธี) หรืออดอาหารนานๆ เพื่อให้ผอมเร็ว ร่างกายจะเกิดภาวะเครียดและสลายกล้ามเนื้อหรือไขมันมาใช้เป็นพลังงาน การสลายตัวของเซลล์ไขมันและกล้ามเนื้อนี่แหละครับ จะปลดปล่อย “พิวรีน” ออกมาจำนวนมาก ทำให้ตับเปลี่ยนเป็นยูริกพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว

4. ไตทำงานไม่เต็มร้อย (Kidney Function)

จำได้ไหมครับว่า ยูริกส่วนเกินต้องถูกทิ้งทางไต ถ้าโรงงานผลิตปกติ แต่ “ท่อระบายน้ำตัน” น้ำก็ท่วมครับ บางคนค่าไตดูปกติ แต่ดื่มน้ำน้อยมาก หรือทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (ในคนเป็นความดัน) หรือแอสไพรินขนาดต่ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ไตขับยูริกได้แย่ลง สะสมตกค้างในเลือดมากขึ้น

5. ความเครียดและการพักผ่อนน้อย

ความเครียดกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพเร็วขึ้น มีการตายและเกิดใหม่ของเซลล์สูงขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าวัตถุดิบในการผลิตยูริกก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ

สัญญาณเตือน: แบบไหนที่ต้องเริ่มดูแล?

ถ้าคุณไปตรวจเลือดแล้วพบว่าค่ากรดยูริกสูงเกินมาตรฐาน (ผู้ชาย > 7 mg/dL, ผู้หญิง > 6 mg/dL) แม้จะยังไม่ปวดข้อ ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนแล้วครับว่า ระบบเผาผลาญเริ่มรวน

ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อพันธุกรรมไม่ใช่ข้ออ้าง?

ข่าวดีคือ ปัจจัยเหล่านี้เรา “ควบคุมได้” ครับ หมอแนะนำแนวทางปรับจูนโรงงานร่างกายใหม่ ดังนี้:

1. ดื่มน้ำเปล่าให้เป็นนิสัย น้ำคือยาที่ดีที่สุดในการช่วยไตขับยูริก พยายามดื่มให้ได้ 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ปัสสาวะใสและขับยูริกออกตลอดเวลา

2. ลดหวาน สำคัญกว่าลดไก่ ลดปริมาณน้ำตาลฟรุกโตส น้ำหวาน น้ำอัดลม ผลไม้รสหวานจัด นี่คือการตัดวงจรการผลิตยูริกที่ต้นตอได้ดีมากครับ

3. คุมน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ลดความอ้วนจะช่วยลดระดับยูริกได้ถาวร แต่ต้องไม่หักโหมจนร่างกายเครียด

4. เลี่ยงแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ เพราะมีทั้งพิวรีนสูงและแอลกอฮอล์ที่ไปขัดขวางการขับยูริกออกทางไต เป็นตัวคูณสองที่อันตรายครับ

สรุป

การมีกรดยูริกสูง ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันคือ “กระจกสะท้อนพฤติกรรม” และระบบเผาผลาญภายในของเรา

ต่อให้ที่บ้านไม่มีใครเป็น แต่ถ้าเราทานหวานจัด ดื่มน้ำน้อย เครียด และน้ำหนักเกิน ร่างกายเราก็พร้อมจะสร้างยูริกขึ้นมาทำร้ายตัวเองได้เสมอ

เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้โรงงานในร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างสมดุล ไม่ต้องรอกรรมพันธุ์กำหนดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กรดยูริกสูง #โรคเก๊า #เก๊าเทียม #ลดกรดยูริก #อาหารเก๊า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดข้อ #ตรวจสุขภาพ #คลินิกกระดูกเชียงใหม่ #สุขภาพวัยทำงาน


เอกสารอ้างอิง

  1. FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
  2. Jamnik J, Rehman S, Blanco Mejia S, et al. Fructose intake and risk of gout and hyperuricemia: a systematic review and meta-analysis of prospective cohort studies. BMJ Open. 2016;6(10):e013191.
  3. Choi HK, Curhan G. Soft drinks, fructose consumption, and the risk of gout in men: prospective cohort study. BMJ. 2008;336(7639):309-312.
  4. Kuo CF, Grainge MJ, Zhang W, Doherty M. Global epidemiology of gout: prevalence, incidence and risk factors. Nat Rev Rheumatol. 2015;11(11):649-662.
  5. Major TJ, Topless RK, Dalbeth N, Merriman TR. Evaluation of the diet wide contribution to serum urate levels: meta-analysis of population based cohorts. BMJ. 2018;363:k3951.

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?