ตรวจสุขภาพประจำปี เจอ "กรดยูริกสูง" แต่ไม่เคยปวดข้อเลย...ต้องกินยาไหม?

 

ตรวจสุขภาพประจำปี เจอ "กรดยูริกสูง" แต่ไม่เคยปวดข้อเลย...ต้องกินยาไหม?

"หมอครับ ผลตรวจสุขภาพผมออกมาแล้ว ทุกอย่างดีหมดครับ ยกเว้นตัวเดียว... กรดยูริกปาเข้าไป 8.5 ครับหมอ! แต่แปลกมาก ผมไม่เคยปวดข้อ ไม่เคยเป็นเก๊าท์เลย แบบนี้ผมต้องรีบกินยาลดกรดเลยไหมครับ กลัวไตจะพัง?"

นี่คือเหตุการณ์ที่หมอเจอบ่อยมากๆ ในช่วงเทศกาลตรวจสุขภาพประจำปีครับ คนไข้หลายคนตกใจเมื่อเห็นตัวเลขสีแดงในใบรายงานผลเลือด ทั้งที่ร่างกายรู้สึกแข็งแรงดีทุกอย่าง

ความกังวลนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะเราได้ยินกิตติศัพท์ความทรมานของ "โรคเก๊าท์" มาเยอะ ใครๆ ก็กลัว แต่การรีบกินยาโดยที่ยังไม่มีอาการ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไปครับ

วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจให้ฟังชัดๆ ว่า ถ้าเจอ "ยูริกสูงแต่ไม่ปวด" เราควรจัดการอย่างไร และเมื่อไหร่ที่ยาถึงจะจำเป็นจริงๆ ครับ

ทำความเข้าใจก่อน: ยูริกสูง ไม่เท่ากับ เป็นโรคเก๊าท์เสมอไป

ในทางการแพทย์ เราเรียกภาวะที่มีกรดยูริกในเลือดสูง (ผู้ชายเกิน 7 mg/dL, ผู้หญิงเกิน 6 mg/dL) โดยที่ไม่มีอาการปวดข้อว่า "ภาวะกรดยูริกสูงแบบไม่มีอาการ" (Asymptomatic Hyperuricemia)

เปรียบเหมือนมี "ฝุ่น" ซ่อนอยู่ใต้พรมครับ ฝุ่นมันมีอยู่จริง แต่มันยังไม่ได้ฟุ้งกระจายออกมาทำให้เราจามหรือภูมิแพ้กำเริบ

คนที่มีกรดยูริกสูง ไม่ใช่ทุกคนที่จะกลายเป็นโรคเก๊าท์ มีสถิติพบว่าคนที่มีกรดยูริกสูง มีเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่จะพัฒนาไปเป็นโรคข้ออักเสบเก๊าท์ในอนาคต อีก 80% อาจจะอยู่ไปตลอดชีวิตโดยไม่ปวดข้อเลยก็ได้

ทำไมหมอถึงไม่รีบจ่ายยา "ลดกรดยูริก" ให้ทุกคน?

คนไข้มักถามหมอว่า "กินกันไว้ก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับหมอ?" คำตอบคือ "อาจจะไม่คุ้มครับ" เพราะ

1. ยามีความเสี่ยง: ยาลดกรดยูริก (เช่น Allopurinol) แม้จะมีประสิทธิภาพดี แต่ในคนไทยบางกลุ่มอาจเกิดการแพ้ยารุนแรงชนิดผิวหนังลอก (Stevens-Johnson Syndrome) ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ การให้ยาในคนที่ยังไม่ป่วย จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีมากๆ

2. ต้องกินตลอดชีวิต: ยาลดกรดยูริก ส่วนใหญ่เมื่อเริ่มกินแล้ว มักจะต้องกินต่อเนื่องยาวนาน การเริ่มกินเร็วโดยไม่จำเป็น คือการเพิ่มภาระให้ตับและไตในการกำจัดยาโดยใช่เหตุ

จุดเปลี่ยน: เมื่อไหร่ที่ "คนไม่ปวด" ต้องเริ่มกินยา?

แม้หลักการทั่วไปคือ "ไม่ปวด ไม่จ่ายยา" แต่มี ข้อยกเว้น ครับ หมอจะพิจารณาเริ่มจ่ายยาลดกรดยูริกให้ในกรณีดังต่อไปนี้ (อ้างอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติสากล)

1. ระดับกรดยูริกสูงมากจนน่ากลัว: ถ้าเจาะเลือดแล้วค่าพุ่งสูงเกิน 12 - 13 mg/dL ขึ้นไป (ค่าอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละแนวทาง) แม้จะยังไม่ปวดข้อ แต่ระดับนี้ถือว่าเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดตะกอนผลึกไปอุดตันที่ไต จนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ หมออาจพิจารณาให้ยาเพื่อลดความเสี่ยงต่อไตครับ

2. มีประวัติ "นิ่วในไต" จากกรดยูริก: ถ้าท่านเคยเป็นนิ่ว หรืออัลตราซาวนด์พบนิ่วในไต การมีกรดยูริกในเลือดสูงจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างก้อนนิ่วเพิ่ม แบบนี้ต้องกินยาเพื่อละลายและป้องกันนิ่วครับ

3. ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัด: ในกรณีนี้ การทำลายเซลล์มะเร็งจะปล่อยกรดยูริกจำนวนมหาศาลเข้ากระแสเลือด (Tumor Lysis Syndrome) แพทย์จะให้ยาลดกรดยูริกเพื่อป้องกันไตวายครับ

4. ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมร่วมด้วย: ในคนไข้ที่ค่าการทำงานของไต (GFR) ลดลง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเร็วกว่าคนปกติ เพื่อชะลอความเสื่อมของไตครับ

ถ้ายังไม่ต้องกินยา...แล้วต้องทำอะไร?

ถ้าท่านตรวจเจอว่ายูริกสูง (เช่น 8 หรือ 9) แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์ข้างบน "การปรับพฤติกรรม" คือยาวิเศษที่ดีที่สุดครับ และสามารถลดค่าลงได้จริง 1-2 mg/dL ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ท่านปลอดภัย

ดื่มน้ำเปล่าให้มาก: ตั้งเป้า 2-3 ลิตรต่อวัน น้ำจะช่วยพาตะกอนยูริกออกทางปัสสาวะ

ลดหวาน ลดแอลกอฮอล์: งดน้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง และเบียร์ ตัวร้ายที่ทำให้ยูริกพุ่ง

คุมน้ำหนัก: ความอ้วนสัมพันธ์กับยูริกโดยตรง ลดน้ำหนักได้ ยูริกก็ลดครับ

สรุป

การเจอ "กรดยูริกสูง" ในผลตรวจสุขภาพ คือ "สัญญาณเตือน" ให้เราหันมาดูแลตัวเอง ไม่ใช่ใบสั่งให้รีบกินยา

หากท่านยังไม่มีอาการปวดข้อ และค่าไม่สูงทะลุเพดาน (ไม่เกิน 11-12) การปรับเปลี่ยนการกินและออกกำลังกาย คือการรักษาที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด และยั่งยืนที่สุดครับ

แต่ถ้าไม่แน่ใจ หรือค่าสูงมากจริงๆ แนะนำให้ถือใบผลเลือดไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินความเสี่ยงรายบุคคล จะสบายใจที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กรดยูริกสูง #ตรวจสุขภาพประจำปี #ไม่ปวดข้อต้องกินยาไหม #ยาลดกรดยูริก #โรคเก๊าท์ #ป้องกันเก๊าท์ #ค่าไต #นิ่วในไต #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เชียงใหม่


References:

  1. FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
  2. Bardin T, Richette P. Management of asymptomatic hyperuricemia. Joint Bone Spine. 2017;84(5):531-535.
  3. Zhang Y, Rothenbacher D. Prevalence of gout and hyperuricemia and associated comorbidities in developed and developing countries. Front Biosci (Landmark Ed). 2016;1:21:28-40.
  4. Doherty M, et al. Gout: why is this curable disease so seldom cured? Ann Rheum Dis. 2012;71(11):1765-70.
  5. Sriranganathan MK, Vinik O, Bombardieri S, et al. Diagnosis and management of asymptomatic hyperuricaemia. Ther Adv Musculoskelet Dis. 2012;4(2):75-76.

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?