กินไก่แล้วปวดข้อจริงหรือ? เจาะลึกเรื่อง "เก๊าท์" และอาหารที่ต้องระวัง แบบหมดเปลือก
กินไก่แล้วปวดข้อจริงหรือ? เจาะลึกเรื่อง "เก๊าท์" และอาหารที่ต้องระวัง แบบหมดเปลือก
มีคนไข้ชายวัยกลางคนท่านหนึ่ง เดินกะเผลกเข้ามาในคลินิกของหมอด้วยสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศในห้องตรวจเย็นสบาย
"หมอครับ ผมปวดนิ้วโป้งเท้าจนนอนไม่ได้เลยครับ เมื่อคืนผมแค่ไปงานเลี้ยงรุ่นมา กินไก่ทอดกับเบียร์ไปหน่อยเดียวเอง ตื่นมาเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบเท้าผมเลย"
คนไข้เล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลและสับสน เพราะเขาเข้าใจมาตลอดว่าตัวเองแข็งแรงดี และ "ไก่" คือจำเลยสำคัญที่ทำให้เขาปวด
หมอเชื่อว่าหลายท่านที่อ่านบทความนี้ หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน อาจจะเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้ ตื่นกลางดึกด้วยความปวดร้าวที่ข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่เท้า บวมแดง ร้อนวูบวาบ จนขยับไม่ได้
ความจริงแล้ว "ไก่" อาจจะไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงเพียงคนเดียว และโรคเก๊าท์เป็นอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องของการกินสัตว์ปีกครับ
วันนี้หมอจะมาเล่าเรื่องโรคเก๊าท์ ให้เข้าใจกันแบบลึกซึ้ง แต่เข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างถูกต้องครับ
ความจริงเรื่องโรคเก๊าท์: เมื่อร่างกายมี "เข็มพิษ" ซ่อนอยู่
โรคเก๊าท์ ไม่ใช่แค่โรคปวดข้อธรรมดา แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้มีสารที่เรียกว่า "กรดยูริก" ในเลือดสูงเกินไป
ลองจินตนาการว่า กรดยูริก เหมือนกับตะกอนเล็กๆ ในร่างกาย ปกติแล้วร่างกายเราจะขับออกทางปัสสาวะได้ แต่ถ้ามีมากเกินไป หรือร่างกายขับออกได้น้อยลง ตะกอนเหล่านี้จะจับตัวกันแข็งขึ้น จนกลายเป็นผลึกรูปร่างคล้าย "เข็มแหลมๆ"
เจ้าเข็มแหลมพวกนี้แหละครับ ที่ชอบไปสะสมตามข้อต่างๆ โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า เมื่อมีอะไรไปกระตุ้น มันจะทิ่มแทงเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ปวด บวม แดง ร้อน เหมือนอย่างที่คนไข้ของหมอรู้สึกนั่นเอง
สาเหตุที่แท้จริง: ไม่ใช่แค่เรื่องกิน
หลายคนเข้าใจผิดว่า เก๊าท์เกิดจากการกินไก่หรือเครื่องในสัตว์เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว กรดยูริกในร่างกายเรามาจาก 2 แหล่งหลักครับ
แหล่งแรก และเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด คือ "ร่างกายสร้างขึ้นเอง" ประมาณ 80% เกิดจากการผลัดเปลี่ยนเซลล์เก่าสร้างเซลล์ใหม่ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติ
แหล่งที่สอง คือ "อาหารที่เรารับประทาน" ซึ่งมีผลประมาณ 20% เท่านั้น
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดโรค คือ "ไต" ของเราขับกรดยูริกออกได้ไม่ทัน หรือขับได้น้อยกว่าปกติ ทำให้มันสะสมตกค้างในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ จนตกผลึกในที่สุด
อาการเตือนภัย: สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจเป็นเก๊าท์
โรคเก๊าท์มักจะมีลีลาการแสดงออกที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ครับ
อาการปวดมักจะเกิดขึ้น "ฉับพลันทันที" (Acute Attack) ส่วนใหญ่มักเป็นตอนกลางคืน หรือตื่นนอนตอนเช้า
ตำแหน่งยอดฮิตคือ โคนนิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็พบได้ที่ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ หรือข้อศอก
บริเวณที่ปวดจะ บวม แดง และร้อนจัด แค่ผ้าห่มไปโดนเบาๆ ก็สะดุ้งแล้วครับ บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย
ถ้าเป็นเรื้อรังมานาน อาจจะเห็นก้อนปุ่มนูนๆ สีขาวขุ่นใต้ผิวหนังตามข้อต่างๆ เรียกว่า "ก้อนโทฟัส" (Tophi) ซึ่งคือก้อนสะสมของผลึกยูริกจำนวนมหาศาลนั่นเอง
การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเก๊าท์?
เมื่อมาถึงมือหมอ การซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หมอจะดูตำแหน่งที่ปวด ลักษณะการบวมแดง และสอบถามเรื่องอาหารการกินหรือยาที่ใช้ประจำ
การเจาะเลือด เพื่อดูระดับกรดยูริก เป็นวิธีเบื้องต้น แต่ต้องระวังครับ เพราะในขณะที่ปวดข้ออักเสบมากๆ ระดับกรดยูริกในเลือดอาจจะปกติก็ได้ (เพราะมันวิ่งไปเกาะที่ข้อหมดแล้ว) ดังนั้นค่าเลือดอย่างเดียวอาจบอกไม่ได้ 100% ในขณะที่มีอาการปวด
การเอกซเรย์ (X-ray) ในระยะแรกอาจจะไม่เห็นความผิดปกติชัดเจน แต่ช่วยแยกโรคอื่นๆ เช่น กระดูกหัก หรือข้อเสื่อมได้
อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) นี่คือเครื่องมือที่หมอชอบใช้และมีประโยชน์มากครับ หมอสามารถใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ตรวจดูที่ข้อได้เลย ถ้าเป็นเก๊าท์ เรามักจะเห็นภาพลักษณะพิเศษเหมือนมีการฉาบปูนบนผิวกระดูกอ่อน หรือเห็นตะกอนผลึกยูริกลอยอยู่ในข้อได้ชัดเจน โดยไม่ต้องเจาะข้อให้เจ็บตัว
ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นเก๊าท์?
แน่นอนครับว่า "พันธุกรรม" มีส่วนสำคัญ ถ้าพ่อแม่พี่น้องเป็น คุณก็มีความเสี่ยงมากขึ้น
ผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิง (แต่ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ความเสี่ยงจะเริ่มเท่ากัน)
คนที่มีน้ำหนักตัวเกิน หรือเป็นโรคอ้วน ลงพุง
คนที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือโรคไตเสื่อม
คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยเฉพาะ "เบียร์" และ "เหล้า"
เจาะลึกเรื่องอาหาร: อะไรกินได้ อะไรต้องเลี่ยง?
มาถึงประเด็นสำคัญที่ทุกคนอยากรู้ หมอขอแบ่งอาหารเป็นกลุ่มง่ายๆ ดังนี้ครับ เพื่อให้จำได้และนำไปใช้ได้จริง
กลุ่มที่ 1: อันตราย! ควร "งด" หรือ "เลี่ยงให้มากที่สุด"
- เครื่องในสัตว์ทุกชนิด: ตับ ไต หัวใจ ไส้ สมองหมู เพราะมีสารพิวรีนสูงมาก ซึ่งสารนี้จะถูกย่อยเป็นกรดยูริก
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะ "เบียร์" ตัวร้ายอันดับหนึ่ง เพราะมีทั้งพิวรีนสูงและยังไปขัดขวางการขับยูริกออกจากไต รองลงมาคือเหล้า ส่วนไวน์มีผลน้อยกว่าแต่ก็ควรระวัง
- เครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด: น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง กาแฟสำเร็จรูปที่มีน้ำตาลฟรุกโตส (High Fructose Corn Syrup) อันนี้หลายคนไม่ทราบ แต่น้ำตาลฟรุกโตสกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกเพิ่มขึ้นอย่างมากครับ
กลุ่มที่ 2: กินได้บ้าง แต่ต้องจำกัดปริมาณ (กินพอหายอยาก)
- ยอดผัก: ยอดกระถิน ชะอม สะเดา หน่อไม้ เห็ด ความจริงแล้วผักเหล่านี้มีพิวรีนจริง แต่เป็นพิวรีนจากพืช ซึ่งงานวิจัยใหม่ๆ พบว่า ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคเก๊าท์มากเท่ากับพิวรีนจากสัตว์ ดังนั้น กินได้ครับ แต่อย่ากินซ้ำๆ ทุกวัน หรือกินทีละเยอะๆ
- เนื้อแดง: เนื้อวัว เนื้อหมู กินได้แต่พอดี
- อาหารทะเล: กุ้ง หอย ปลาหมึก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน
- สัตว์ปีก: เป็ด ไก่ ห่าน กินได้ครับ แต่แนะนำให้ เลือกส่วนอก และ ลอกหนังออก จะปลอดภัยกว่าส่วนน่องหรือปีก
กลุ่มที่ 3: อาหารที่ปลอดภัยและช่วยลดกรดยูริก (ทานได้เลย)
- นมจืดไขมันต่ำ และโยเกิร์ต: มีงานวิจัยยืนยันว่าโปรตีนในนมช่วยลดระดับกรดยูริกได้
- วิตามินซี: ผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง เชอร์รี่ ช่วยให้ไตขับยูริกได้ดีขึ้น
- น้ำเปล่า: สำคัญที่สุด! การดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ (2-3 ลิตรต่อวัน) จะช่วยพัดพากรดยูริกออกจากร่างกายทางปัสสาวะได้ดีเยี่ยม
แนวทางการรักษา: จัดการเก๊าท์ให้อยู่หมัด
การรักษาโรคเก๊าท์ ไม่ใช่แค่กินยาแก้ปวดแล้วจบ แต่ต้องมองเป็นการดูแลระยะยาวครับ
1. ระยะปวดเฉียบพลัน (ไฟกำลังไหม้): เป้าหมายคือ "ดับไฟ" หรือหยุดอาการอักเสบให้เร็วที่สุด หมอจะให้ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาโคลชิซิน (Colchicine)
ในบางกรณีที่ปวดมาก หรือคนไข้กินยาไม่ได้ (เช่น เป็นโรคไต โรคกระเพาะ) หมออาจพิจารณา "ฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวนด์นำวิถี" วิธีนี้หมอจะเห็นเข็มและตำแหน่งข้อชัดเจนผ่านจอภาพ ทำให้ฉีดยาเข้าไปลดอักเสบได้ตรงจุด แม่นยำ และเจ็บน้อยกว่าการฉีดแบบกะระยะเองมากครับ
2. ระยะสงบ (ป้องกันไฟไหม้ซ้ำ): เมื่อหายปวดแล้ว ไม่ได้แปลว่าโรคหายไปนะครับ "ระเบิดเวลา" หรือผลึกยูริกยังสะสมอยู่
ถ้าตรวจพบว่ากรดยูริกในเลือดสูง หรือปวดบ่อยๆ หมอจะให้ "ยาลดระดับกรดยูริก" ซึ่งต้องกินต่อเนื่องสม่ำเสมอ เหมือนยาความดันหรือเบาหวาน เป้าหมายคือละลายผลึกที่สะสมเก่าให้หมดไป และป้องกันการสร้างใหม่
3. การปรับพฤติกรรม: คือหัวใจสำคัญ ลดน้ำหนักถ้าอ้วน, ดื่มน้ำเยอะๆ, เลี่ยงแอลกอฮอล์และอาหารกลุ่มเสี่ยง
คำถามยอดฮิต: ต้องผ่าตัดไหม?
ส่วนใหญ่โรคเก๊าท์รักษาได้ด้วยยาและการปฏิบัติตัวครับ การผ่าตัดจะมีบทบาทก็ต่อเมื่อ
มีก้อนโทฟัส (ก้อนยูริก) ขนาดใหญ่มาก จนไปกดทับเส้นประสาท หรือทำลายกระดูกและข้อจนผิดรูป
ก้อนนั้นแตกออกจนเป็นแผลเรื้อรังและมีการติดเชื้อ
ซึ่งถ้าเราดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคุมยูริกได้ดี เราจะไม่ต้องเดินไปถึงจุดที่ต้องผ่าตัดเลยครับ
พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
โรคเก๊าท์ถือเป็นโรคที่ "รักษาให้หายขาดจากอาการปวด" ได้ครับ
ถ้าคนไข้ร่วมมือในการกินยาลดกรดยูริกอย่างต่อเนื่อง จนระดับกรดยูริกในเลือดลดลงต่ำกว่า 6 มก./ดล. ติดต่อกันนานพอ ผลึกเกลือที่เคยเกาะอยู่ตามข้อจะค่อยๆ ละลายหายไปจนหมด
เมื่อไม่มีผลึก ก็ไม่มีตัวกระตุ้นให้ปวด ท่านก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ กินของที่ชอบได้บ้างในปริมาณที่เหมาะสม
แต่คำว่า "หายขาด" ไม่ได้แปลว่าหยุดยาแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีกนะครับ ถ้าหยุดยาแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม กินเหล้า กินหวาน กรดยูริกก็จะกลับมาสูงและตกตะกอนใหม่ได้ ดังนั้น การดูแลตัวเองและการติดตามผลเลือดกับหมออย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญ
บทสรุป
โรคเก๊าท์ ไม่ใช่โรคเวรกรรม และไม่ได้เกิดจากการกินไก่เพียงอย่างเดียว มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าระบบเผาผลาญของเรากำลังต้องการการดูแล
การรักษาที่ดีที่สุด คือการเข้าใจที่มาของโรค ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดแอลกอฮอล์ ลดน้ำตาล และกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
หมออยากให้กำลังใจทุกท่านที่เป็นโรคเก๊าท์ครับ โรคนี้จัดการได้ ท่านสามารถกลับมาเดินเหินได้คล่องแคล่ว เที่ยวสนุก และมีความสุขกับการกินได้อีกครั้ง เพียงแค่เราต้อง "รู้ทัน" และ "ปรับตัว" เท่านั้นเองครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#โรคเก๊าท์ #ปวดข้อ #กรดยูริกสูง #อาหารแสลงเก๊าท์ #ปวดนิ้วโป้งเท้า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เก๊าท์กินไก่ได้ไหม #ข้ออักเสบ #เชียงใหม่ #รักษาเก๊าท์แบบไม่ผ่าตัด
References:
- FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
- Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42.
- Choi HK, Atkinson K, Karlson EW, Willett W, Curhan G. Purine-rich foods, dairy and protein intake, and the risk of gout in men. N Engl J Med. 2004;350(11):1093-1103.
- Danve A, Sehra ST, Neogi T. Role of diet in hyperuricemia and gout. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2021;35(4):101723.
- Major TJ, Topless RK, Dalbeth N, Merriman TR. Evaluation of the diet wide contribution to serum urate levels: meta-analysis of population based cohorts. BMJ. 2018;363:k3951.
Comments
Post a Comment