เมื่อ "เก๊าท์" ที่คุณเป็น อาจไม่ใช่ "เก๊าท์" อย่างที่คุณคิด: ทำความรู้จัก "เก๊าท์เทียม" โรคพี่น้องที่ชอบทำให้สับสน

เมื่อ "เก๊าท์" ที่คุณเป็น อาจไม่ใช่ "เก๊าท์" อย่างที่คุณคิด: ทำความรู้จัก "เก๊าท์เทียม" โรคพี่น้องที่ชอบทำให้สับสน
"คุณหมอครับ ปวดเข่าแทบระเบิดเลยครับ บวมแดงร้อนไปหมด เมื่อคืนไปกินเลี้ยงมา สงสัยเก๊าท์กำเริบแน่ๆ เลยครับ แต่เอ๊ะ... ผมไปตรวจกรดยูริกมาเมื่อเดือนที่แล้ว มันก็ปกติดีนี่นา ทำไมถึงยังปวดได้ขนาดนี้ครับ?"
นี่คือบทสนทนาที่หมอเจอบ่อยมากในห้องตรวจครับ คนไข้หลายท่านมาด้วยอาการปวดข้อเฉียบพลันรุนแรง เหมือนอาการของโรคเก๊าท์ทุกประการ แต่พอตรวจเลือดกลับพบว่าค่ากรดยูริกไม่ได้สูง หรือบางคนกินยาคุมเก๊าท์อยู่ดีๆ ก็ยังปวดขึ้นมาได้
ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเจอปัญหานี้อยู่ หมออยากให้ลองเปิดใจฟังเรื่องนี้ครับ เพราะบางที ศัตรูที่กำลังเล่นงานข้อของคุณอยู่นั้น อาจจะไม่ใช่ "กรดยูริก" แต่เป็นฝาแฝดตัวร้ายที่ชื่อว่า "เก๊าท์เทียม" ครับ
วันนี้หมอเก่งจะพาไปทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อที่เราจะได้จัดการกับมันได้อย่างถูกจุดครับ
"เก๊าท์เทียม" คืออะไร? ทำไมถึงเรียกแบบนั้น?
ชื่อภาษาไทยอาจจะฟังดูเหมือนของปลอมนะครับ แต่ความเจ็บปวดนี่ของจริงแท้แน่นอนครับ
ในทางการแพทย์ เราเรียกโรคนี้ว่า "โรคซีพีพีดี" (CPPD) CPPD ย่อมาจากคำเต็มว่า Calcium Pyrophosphate Deposition (แคลเซียม ไพโรฟอสเฟต เดโพซิชั่น) ซึ่งย่อมาจากชื่อของผลึกที่ไปสะสมในข้อครับ
ถ้า "โรคเก๊าท์แท้" เกิดจาก "ผลึกกรดยูริก" (Uric Acid) ที่มีรูปร่างเหมือน "เข็มแหลมๆ" ไปทิ่มแทงในข้อ
"โรคเก๊าท์เทียม" ก็เกิดจาก "ผลึกแคลเซียม" ชนิดหนึ่ง (ชื่อเต็มคือ แคลเซียมไพโรฟอสเฟต) ที่มีรูปร่างเหมือน "แท่งอิฐสี่เหลี่ยม" หรือแท่งปูนเล็กๆ ไปสะสมอยู่ในกระดูกอ่อนผิวข้อและเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อครับ
ที่เรียกว่า "เทียม" ก็เพราะอาการเวลาที่มันกำเริบเฉียบพลันนั้น หน้าตาเหมือนโรคเก๊าท์แท้ๆ จนแยกด้วยตาเปล่าแทบไม่ออกเลยครับ คือมีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ขึ้นมาทันทีทันใด แต่ตัวการที่ก่อเรื่องเป็นคนละตัวกันนั่นเอง
แล้วเจ้าผลึกแคลเซียมพวกนี้ มาจากไหน?
ต่างจากเก๊าท์แท้ที่สัมพันธ์กับการกินอาหารที่มีพิวรีนสูง (เช่น ยอดผัก สัตว์ปีก เครื่องใน) แต่สำหรับเก๊าท์เทียม สาเหตุหลักไม่ได้มาจากการกินแคลเซียมเยอะเกินไปนะครับ
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของเก๊าท์เทียมคือ "อายุ" ครับ ยิ่งอายุมากขึ้น กระดูกอ่อนผิวข้อของเราก็จะเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในกระดูกอ่อน จนเกิดการตกตะกอนของผลึกแคลเซียมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
เราจึงมักพบโรคนี้ในผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และยิ่งอายุ 80 ปีขึ้นไป จะพบร่องรอยของโรคนี้ได้ถึงเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
นอกจากอายุแล้ว ยังมีปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ที่ทำให้เกิดผลึกได้ง่ายขึ้น เช่น:
- พันธุกรรม: บางครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุน้อย
- โรคประจำตัวบางอย่าง: โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญและฮอร์โมน เช่น ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงเกินไป, ภาวะเหล็กเกินในเลือด (Hemochromatosis), หรือภาวะขาดแมกนีเซียมเรื้อรัง
- เคยบาดเจ็บที่ข้อนั้นๆ มาก่อน: หรือเคยผ่าตัดที่ข้อนั้น ก็อาจกระตุ้นให้เกิดการสะสมของผลึกได้ในอนาคต
อาการแบบไหน ที่ชวนให้สงสัย "เก๊าท์เทียม"?
เก๊าท์เทียมเป็นโรคที่มี "หลายหน้ากาก" ครับ บางคนเป็นแบบเงียบๆ ไม่แสดงอาการ แต่บางคนก็แสดงอาการรุนแรง ซึ่งแบ่งออกเป็นรูปแบบหลักๆ ได้ดังนี้ครับ
1. แบบเฉียบพลัน (Pseudogout Attack): หน้ากากที่เหมือนเก๊าท์แท้
รูปแบบนี้แหละครับที่ทำให้สับสนที่สุด คนไข้จะมีอาการปวดข้อขึ้นมาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (ภายใน 12-24 ชั่วโมง) ข้อจะบวมเป่ง แดง และร้อนจัด จนบางทีแค่ลมพัดผ่านก็ปวดแล้ว อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย
- จุดต่างที่สำคัญ: ในขณะที่เก๊าท์แท้ชอบไปเป็นที่ "โคนนิ้วหัวแม่เท้า" แต่เก๊าท์เทียมมักจะชอบเล่นงานข้อใหญ่ๆ โดยเฉพาะ "ข้อเข่า" รองลงมาคือ ข้อมือ หัวไหล่ หรือข้อเท้า และมักจะเป็นทีละข้อ หรือไม่กี่ข้อพร้อมกัน
- ตัวกระตุ้น: การกำเริบมักเกิดขึ้นหลังจากการเจ็บป่วยหนักๆ เช่น นอนโรงพยาบาลนานๆ หลังผ่าตัดใหญ่ หรือหลังจากการบาดเจ็บที่ข้อโดยตรง
2. แบบเรื้อรัง (Chronic CPPD): หน้ากากที่เหมือนข้อเสื่อม
ผู้ป่วยบางราย (ประมาณ 50%) ไม่ได้มีอาการปวดรุนแรงแบบเฉียบพลัน แต่จะมีอาการปวดข้อแบบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ คล้ายกับ "โรคข้อเสื่อม" ทั่วไป คือปวดเวลาใช้งาน ขัดๆ ในข้อ ข้อฝืดตอนเช้า
แต่จุดสังเกตคือ มักจะปวดในข้อที่ไม่ค่อยเป็นข้อเสื่อมกันบ่อยๆ เช่น ข้อมือ ข้อนิ้วมือส่วนต้น หรือหัวไหล่ และมักมีการอักเสบร่วมด้วยมากกว่าข้อเสื่อมปกติ
หมอมีวิธีตรวจให้แน่ใจได้อย่างไร?
การวินิจฉัยที่แม่นยำสำคัญมากครับ เพราะยารักษาบางตัวใช้แทนกันไม่ได้ การซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
1. การเจาะตรวจน้ำไขข้อ (Joint Aspiration) - วิธีมาตรฐานทองคำ
นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการยืนยันโรคครับ หากข้อบวมมาก หมอจะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะดูดเอาน้ำในข้อออกมาตรวจ
ไม่ต้องกลัวนะครับ ขั้นตอนนี้เจ็บนิดเดียวเหมือนฉีดยา แต่ประโยชน์มหาศาล เพราะนอกจากจะช่วยลดความดันในข้อทำให้หายปวดเร็วขึ้นแล้ว เมื่อนำน้ำไขข้อไปส่องกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ เราจะเห็น "ตัวการ" ได้ชัดเจนเลยครับ
- ถ้าเจอผลึกรูปเข็ม = เก๊าท์แท้
- ถ้าเจอผลึกรูปแท่งสี่เหลี่ยมหรือแท่งปูน = เก๊าท์เทียม
การเจาะข้อนี้ยังช่วยแยกโรคข้อติดเชื้อซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนได้อีกด้วยครับ
2. การเอกซเรย์ (X-ray)
ภาพเอกซเรย์อาจจะพบ "เงาขาวๆ" เป็นเส้นบางๆ แทรกอยู่ในกระดูกอ่อนผิวข้อ หรือหมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นร่องรอยของการสะสมผลึกแคลเซียม (เรียกว่า Chondrocalcinosis)
การพบเงาในเอกซเรย์ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย แต่ไม่ได้แปลว่าต้องมีอาการเสมอไปนะครับ บางคนมีเงาแต่ไม่เคยปวดเลยก็มี
3. การตรวจเลือด
หมอจะตรวจเพื่อหาสาเหตุร่วมอื่นๆ เช่น ระดับแคลเซียม ฟอสเฟต แมกนีเซียม การทำงานของไทรอยด์และพาราไทรอยด์ ระดับธาตุเหล็ก รวมถึงค่าการอักเสบในร่างกาย เพื่อดูว่ามีโรคประจำตัวอะไรที่ซ่อนอยู่ที่ต้องรักษาไปพร้อมกันหรือไม่
แนวทางการรักษา: จัดการความปวด และควบคุมระยะยาว
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ ปัจจุบันเรายังไม่มียาที่สามารถ "ละลาย" ผลึกแคลเซียมที่สะสมในกระดูกอ่อนให้ออกไปได้หมดเหมือนการลดกรดยูริกในเก๊าท์แท้นะครับ
เป้าหมายการรักษาจึงเน้นไปที่การหยุดกระบวนการอักเสบเมื่อมีอาการกำเริบ และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำครับ
การรักษาในระยะเฉียบพลัน (ตอนที่กำลังปวด บวม แดง):
หัวใจสำคัญคือ "ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งหายเร็ว" ครับ
- การพักข้อและประคบเย็น: หยุดใช้งานข้อที่ปวดทันที และประคบเย็นครั้งละ 15-20 นาที วันละหลายๆ ครั้ง ช่วยลดบวมและปวดได้ดีมาก
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): เช่น ไอบูโพรเฟน, นาพรอกเซน, หรือยากลุ่มค็อกซิบ (Coxibs) เป็นยาหลักที่ช่วยลดการอักเสบได้ดี แต่ต้องระวังในผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคไต โรคหัวใจ หรือโรคกระเพาะอาหาร ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์นะครับ
- ยาโคลชิซิน (Colchicine): ยาเม็ดเล็กๆ ที่ใช้รักษาเก๊าท์แท้ ก็สามารถนำมาใช้รักษาเก๊าท์เทียมระยะเฉียบพลันได้ผลดีเช่นกัน โดยช่วยลดการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวที่จะมาจับกินผลึก
- การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ (Intra-articular Steroid Injection): หากเป็นปวดรุนแรงข้อเดียว เช่น ที่เข่า การฉีดยาลดอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์เข้าไปในข้อโดยตรง (หลังจากเจาะดูดน้ำข้อออกแล้วและมั่นใจว่าไม่มีการติดเชื้อ) เป็นวิธีที่ได้ผลดีมากและรวดเร็วที่สุด อาการมักจะดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของยากินได้
การรักษาในระยะยาว (ป้องกันการกำเริบ):
หากใครที่เป็นบ่อยๆ หมออาจพิจารณาให้ทานยาโคลชิซินในขนาดต่ำๆ ต่อเนื่องทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบกำเริบขึ้นมาอีก ซึ่งได้ผลดีในคนไข้หลายราย
และที่สำคัญมาก คือการรักษาโรคไทรอยด์ โรคพาราไทรอยด์ หรือภาวะเหล็กเกิน หากตรวจพบว่าเป็นสาเหตุตั้งต้น ก็ต้องควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดีครับ
ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อต้องอยู่กับเก๊าท์เทียม?
ถึงแม้เราจะไปเปลี่ยนแปลงอายุหรือพันธุกรรมไม่ได้ แต่การดูแลตัวเองที่ดีช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้ครับ
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ: น้ำหนักที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดทับที่ข้อเข่าและข้อสะโพก ทำให้กระดูกอ่อนเสื่อมเร็วขึ้น และกระตุ้นการอักเสบได้ง่ายขึ้น
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: เน้นการออกกำลังกายที่ไม่ลงน้ำหนักกระแทกข้อ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือการเดินในน้ำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรง ช่วยพยุงข้อและลดภาระของกระดูกอ่อน
- หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ข้อ: ระมัดระวังการหกล้ม หรือการใช้งานข้อซ้ำๆ หนักๆ ท่าทางที่ต้องงอเข่ามากๆ เป็นเวลานานๆ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ภาวะขาดน้ำอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้นในบางคน
- ติดตามการรักษาสม่ำเสมอ: โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจติดตามค่าเลือดต่างๆ
บทสรุป: ไม่ต้องกลัว แต่ต้องเข้าใจ
โรคเก๊าท์เทียม แม้ชื่อจะฟังดูแปลกหู แต่เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุครับ มันคือความเสื่อมของร่างกายในรูปแบบหนึ่งที่มาพร้อมกับการสะสมของผลึก
ข่าวดีคือ แม้เราจะยังกำจัดผลึกออกไปไม่ได้ถาวร แต่เราสามารถควบคุมอาการอักเสบและความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ หากได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว
ดังนั้น หากท่านหรือญาติผู้ใหญ่มีอาการปวดข้อเฉียบพลัน โดยเฉพาะที่ข้อเข่า ข้อมือ แม้จะคุมอาหารดีแล้ว หรือยูริกไม่สูง อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจหรือซื้อยากินเองนะครับ ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
การรู้เขารู้เรา รู้ว่าศัตรูคือ "ผลึกรูปแท่ง" ไม่ใช่ "ผลึกรูปเข็ม" จะช่วยให้เราวางแผนการรักษาได้ตรงจุด และพิชิตความเจ็บปวดได้อย่างราบรื่นครับ หมอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เก๊าท์เทียม #ปวดเข่าเฉียบพลัน #ข้อบวมแดงร้อน #CPPD #ผลึกแคลเซียมในข้อ #โรคข้อผู้สูงอายุ #เจาะน้ำไขข้อ #หมอเก่งเชียงใหม่ #แยกโรคเก๊าท์ #ปวดข้อมือ
เอกสารอ้างอิง (References)
- Rosenthal AK, Ryan LM. Calcium Pyrophosphate Deposition Disease. N Engl J Med. 2016;374(26):2575-84.
- Zhang W, Doherty M, Pascual E, et al. EULAR recommendations for calcium pyrophosphate deposition. Part I: terminology and diagnosis. Ann Rheum Dis. 2011;70(4):563-70.
- Zhang W, Doherty M, Pascual E, et al. EULAR recommendations for calcium pyrophosphate deposition. Part II: management. Ann Rheum Dis. 2011;70(4):571-81.
- Tedder RE, Wortmann RL. Calcium pyrophosphate deposition disease. In: Firestein GS, Budd RC, Gabriel SE, Koretzky GA, McInnes IB, O'Dell JR, editors. Kelley and Firestein's Textbook of Rheumatology. 10th ed. Philadelphia: Elsevier; 2017. p. 1503-18.
- Abhishek A. Calcium pyrophosphate deposition disease: a review of epidemiology, pathogenesis, diagnosis, and treatment. Rheumatology (Oxford). 2023;62(Suppl 2):ii14-ii23.
Comments
Post a Comment