เก๊าท์รักษาหายได้ ถ้าเข้าใจและคุมให้ถูกจุด
เก๊าท์รักษาหายได้ ถ้าเข้าใจและคุมให้ถูกจุด
"ทำไมอยู่ดีๆ ถึงปวดนิ้วโป้งเท้าขึ้นมากลางดึกครับหมอ เหมือนมีเข็มเป็นพันเล่มมาทิ่มเลย ทั้งที่เมื่อวานยังเดินปร๋ออยู่แท้ๆ"
นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับฟังจากคนไข้ในห้องตรวจอยู่เสมอครับ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังวันหยุดยาวหรือหลังงานเลี้ยงสังสรรค์ หลายคนตื่นตระหนกเพราะไม่เคยเจ็บปวดทรมานขนาดนี้มาก่อน บางคนคิดว่าเดินเตะขาโต๊ะ หรือแมลงสัตว์กัดต่อย แต่พอเปิดไฟดู กลับพบว่าข้อเท้านั้นบวมแดงและร้อนจี๋จนแตะไม่ได้
เรื่องราวของ "คุณลุงสมชาย" (นามสมมติ) วัย 55 ปี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนครับ แกเป็นคนชอบทานอาหารอร่อย โดยเฉพาะยอดผัก เครื่องใน และสังสรรค์กับเพื่อนฝูงด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ เป็นประจำ แกไม่เคยตรวจสุขภาพเพราะมั่นใจว่าตัวเองแข็งแรง
จนคืนหนึ่ง หลังจากงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่ แกสะดุ้งตื่นตอนตีสองเพราะความเจ็บปวดมหาศาลที่โคนนิ้วโป้งเท้าขวา ความปวดนั้นรุนแรงจนแม้แต่ผ้าห่มมาโดนเบาๆ ก็ยังสะดุ้ง ขยับไม่ได้ เดินลงน้ำหนักไม่ได้ จนลูกชายต้องพามาหาหมอที่คลินิกด้วยรถเข็น
ความเป็นจริงคือ อาการของคุณลุงสมชายไม่ใช่แมลงกัด ไม่ใช่ข้อเท้าพลิก แต่นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดของโรคที่เราคุ้นหูกันดี นั่นคือ "โรคเก๊าท์" ครับ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย เพื่อให้เราดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างถูกต้องครับ
โรคเก๊าท์ คืออะไรกันแน่
ให้จินตนาการว่าในร่างกายของเรามีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "กรดยูริก" เปรียบเสมือนขยะหรือของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารและการทำงานของเซลล์ในร่างกาย ตามปกติร่างกายจะขับของเสียนี้ออกทางปัสสาวะครับ
แต่ในคนที่เป็นโรคเก๊าท์ เกิดภาวะที่ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงเกินไป จนมันล้นและตกตะกอน กลายสภาพเป็น "ผลึกรูปเข็ม" ที่แหลมคมมากๆ เจ้าผลึกเข็มเหล่านี้จะไปเกาะอยู่ตามข้อต่างๆ โดยเฉพาะข้อนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า
เมื่อผลึกเข็มเหล่านี้สะสมมากเข้า หรือมีปัจจัยมากระตุ้น ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง เปรียบเหมือนสงครามในข้อของเรา ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน อย่างที่คนไข้รู้สึกนั่นเองครับ
สาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่อง "สัตว์ปีก"
หลายคนเข้าใจผิดว่าโรคเก๊าท์เกิดจากการกินไก่เยอะๆ เท่านั้น ความจริงแล้ว กรดยูริกในร่างกายเรามาจาก 2 แหล่งหลักครับ
หนึ่ง คือร่างกายสร้างขึ้นเอง (ประมาณ 80%) จากการผลัดเปลี่ยนเซลล์ตามธรรมชาติ สอง คือรับมาจากอาหาร (ประมาณ 20%)
สาเหตุหลักของโรคเก๊าท์ จึงมักเกิดจาก "ไตขับกรดยูริกออกได้น้อยลง" หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป ส่วนอาหารเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการกำเริบครับ
อาการเตือนที่ต้องสังเกต
โรคเก๊าท์มักจะมีรูปแบบการแสดงอาการที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงครับ หากสังเกตดีๆ จะพบสัญญาณเหล่านี้
ปวดข้อรุนแรงเฉียบพลัน: มักเกิดขึ้นทันทีทันใด ส่วนใหญ่เป็นเวลากลางคืนหรือเช้ามืด ความปวดจะพุ่งถึงขีดสุดภายใน 24 ชั่วโมง
ตำแหน่งที่เป็น: ร้อยละ 70 ของผู้ป่วย อาการครั้งแรกมักเกิดที่ "โคนนิ้วโป้งเท้า" แต่อาจเกิดที่ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ หรือข้อศอกได้เช่นกัน
อาการแสดง: ข้อจะบวม แดงก่ำ และร้อน ผิวหนังบริเวณนั้นจะตึงและมันวาว แตะไม่ได้เลยเพราะเจ็บมาก
ระยะเวลา: หากไม่รักษา อาการอาจหายเองได้ใน 5-10 วัน ผิวหนังบริเวณที่บวมอาจลอกออกและคัน แต่อย่าชะล่าใจนะครับ เพราะถ้าไม่รักษาที่ต้นเหตุ มันจะกลับมาเป็นซ้ำและรุนแรงขึ้น
การตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำ
เมื่อมาพบหมอ หมอจะทำการตรวจอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่โรคข้ออักเสบติดเชื้อ หรือโรคอื่นๆ ครับ
การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะดูตำแหน่งที่ปวด ลักษณะการบวม และประวัติการทานอาหารหรือยา
การเจาะเลือด: เพื่อวัดระดับกรดยูริกในเลือด แต่ต้องระวังครับ ในช่วงที่ปวดข้ออักเสบเฉียบพลัน ระดับกรดยูริกในเลือดอาจจะ "ปกติ" ได้ เพราะกรดยูริกวิ่งไปตกตะกอนในข้อหมดแล้ว ดังนั้นการเจาะเลือดเพียงอย่างเดียวในขณะปวด อาจบอกไม่ได้ 100%
การเอกซเรย์ (X-ray): ในระยะแรกมักไม่พบความผิดปกติของกระดูก แต่ช่วยแยกโรคอื่นๆ ออกไปได้ ในรายที่เป็นมานาน จะเห็นรอยกัดกินกระดูก ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคเรื้อรัง
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): นี่คือเครื่องมือที่หมอชอบใช้และมีประโยชน์มากครับ ในปัจจุบันเราสามารถใช้อัลตราซาวด์ดูที่ข้อ จะเห็นลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "สัญญาณเส้นคู่" (Double Contour Sign) ซึ่งเกิดจากผลึกยูริกไปเกาะฉาบอยู่บนผิวกระดูกอ่อน คล้ายกับน้ำตาลไอซิ่งที่เคลือบหน้าเค้ก ทำให้วินิจฉัยได้แม่นยำโดยไม่ต้องเจาะน้ำในข้อเสมอไป
การเจาะตรวจน้ำไขข้อ: เป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) โดยการดูดน้ำในข้อไปส่องกล้องจุลทรรศน์ หากเจอผลึกรูปเข็ม ก็ยืนยันได้ว่าเป็นเก๊าท์แน่นอน
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวัง
พันธุกรรม: หากพ่อแม่พี่น้องเป็นเก๊าท์ คุณมีความเสี่ยงสูงขึ้น
เพศและวัย: ผู้ชายพบได้บ่อยกว่า โดยเริ่มเป็นตั้งแต่วัยกลางคน ส่วนผู้หญิงมักพบหลังหมดประจำเดือน
น้ำหนักตัวเกิน: คนอ้วนร่างกายจะสร้างกรดยูริกมากกว่าปกติ และไตขับออกได้ยากขึ้น
อาหารและเครื่องดื่ม: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์), น้ำหวานที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง, เครื่องในสัตว์, และอาหารทะเลบางชนิด
ยาบางชนิด: เช่น ยาขับปัสสาวะที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง หรือแอสไพรินขนาดต่ำ
แนวทางการรักษาโรคเก๊าท์
การรักษาโรคเก๊าท์มี 2 ระยะ คือระยะหายปวด กับระยะลดกรดยูริกครับ
1. ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน (แก้ปวด) เป้าหมายคือให้หายเจ็บเร็วที่สุด หมอจะให้ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาโคลชิซิน (Colchicine) เพื่อลดการระดมพลของเม็ดเลือดขาว
ในบางกรณีที่คนไข้ทานยาไม่ได้ หรือมีโรคประจำตัวเช่นโรคไต หมออาจพิจารณา "ฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อ" โดยใช้อัลตราซาวด์นำวิถี เพื่อให้ยาลงไปที่จุดอักเสบเป๊ะๆ อาการปวดจะดีขึ้นเร็วมากและปลอดภัยกว่าการกินยาในคนไข้กลุ่มเสี่ยง
2. ระยะยาว (ลดระดับกรดยูริก) เมื่อหายปวดแล้ว ไม่ได้แปลว่าหายโรคครับ เราต้องทานยาเพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. เพื่อละลายผลึกเกลือยูริกที่สะสมอยู่ให้หมดไป ยาในกลุ่มนี้เช่น Allopurinol หรือ Febuxostat ซึ่งต้องทานต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง การหยุดยาเองจะทำให้โรคกำเริบได้ง่าย
3. การผ่าตัด ปกติโรคเก๊าท์รักษาด้วยยาเป็นหลัก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานจนเกิดก้อนผลึกสะสมขนาดใหญ่ (Tophi) ที่ไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ข้อผิดรูป ใส่รองเท้าไม่ได้ หรือก้อนแตกจนติดเชื้อ อาจต้องพิจารณาผ่าตัดเอาออกครับ
การดูแลตัวเอง: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือหัวใจสำคัญ
การทานยาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องปรับวิถีชีวิตควบคู่กันไปครับ
ดื่มน้ำสะอาดมากๆ: ช่วยขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ดีเยี่ยม อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร
ลดน้ำตาลฟรุกโตส: น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง ชาไข่มุก เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กรดยูริกพุ่งสูง ซึ่งน่ากลัวกว่าการกินสัตว์ปีกเสียอีก
เลี่ยงแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะเบียร์ เพราะมีสารพิวรีนสูงและขัดขวางการขับยูริกออกจากร่างกาย
ควบคุมน้ำหนัก: ลดน้ำหนักลงอย่างช้าๆ จะช่วยลดระดับกรดยูริกได้ (แต่ห้ามอดอาหารจนผอมฮวบฮาบ เพราะจะกระตุ้นให้เก๊าท์กำเริบ)
เลือกทานอาหาร: ทานผักผลไม้ได้ทุกชนิด ไม่ต้องงดผักยอดอ่อนแบบความเชื่อเดิม (ยกเว้นกระถิน ชะอม สะเดา ที่อาจมีพิวรีนสูงบ้าง แต่ทานพอประมาณได้) ส่วนเนื้อสัตว์ให้ลดปริมาณลง เน้นทานโปรตีนจากไข่ นมไขมันต่ำ หรือเต้าหู้แทนได้ครับ
พยากรณ์โรค: หายขาดได้ไหม
โรคเก๊าท์ถือเป็น "โรคเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดจากอาการปวดได้" ครับ หมายความว่า ถ้าเราคุมระดับกรดยูริกให้ต่ำตามเกณฑ์ต่อเนื่อง ผลึกเกลือยูริกจะละลายหายไป ข้อก็จะไม่กลับมาอักเสบอีก
แต่ถ้าเราหยุดยาเอง ไม่คุมอาหาร ปล่อยให้กรดยูริกสูงนานๆ นอกจากจะปวดข้อทรมานแล้ว ยังเสี่ยงต่อ "ไตวาย" และนิ่วในไต รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยครับ
ดังนั้น การติดตามการรักษากับหมออย่างต่อเนื่อง เจาะเลือดเช็คระดับยูริกสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะความปวดอีกต่อไป
สรุป โรคเก๊าท์ไม่ใช่แค่เรื่องปวดข้อแล้วกินยาแก้ปวดจบ แต่เป็นโรคที่สะท้อนถึงสมดุลในร่างกายที่เสียไป การรักษาที่ถูกต้องคือการลดระดับกรดยูริกให้ได้ตามเป้าหมาย ร่วมกับการปรับพฤติกรรม หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการปวดข้อที่น่าสงสัย อย่าซื้อยากินเองจนเรื้อรัง ให้รีบมาปรึกษาหมอเพื่อวางแผนการรักษาร่วมกันนะครับ เพราะสุขภาพข้อที่ดี คือรากฐานของการใช้ชีวิตที่มีความสุขครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อเท้า #โรคเก๊าท์ #กรดยูริกสูง #ปวดนิ้วโป้งเท้า #เก๊าท์กินอะไรได้ #รักษาเก๊าท์ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดข้อ #ข้อนิ้วบวม #เชียงใหม่
References:
FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42.
Major TJ, Dalbeth N. Biological and lifestyle factors in gout: current insights. Curr Opin Rheumatol. 2022;34(2):147-154.
Abhishek A, Roddy E, Doherty M. Gout - a guide for the general and acute physician. Clin Med (Lond). 2017;17(1):54-59.
Danve A, Neogi T, Pillinger MH. Gout: Diagnosis and Management Updates. Med Clin North Am. 2021;105(2):297-312.
Comments
Post a Comment