"ปวดข้อฉับพลัน" ไม่ได้แปลว่าเป็น "เก๊าท์" เสมอไป มารู้จักกับคู่แฝดคนละฝาที่ชื่อว่า "เก๊าท์เทียม"

เมื่อ "ปวดข้อฉับพลัน" ไม่ได้แปลว่าเป็น "เก๊าท์" เสมอไป มารู้จักกับคู่แฝดคนละฝาที่ชื่อว่า "เก๊าท์เทียม" กันครับ
"หมอครับ ผมยอมรับผิดครับ แอบไปกินไก่ทอดกับเครื่องในมาเมื่อวันก่อน วันนี้เข่าบวมเป่ง เดินแทบไม่ได้เลยครับ สงสัยเก๊าท์กำเริบแน่ๆ จ่ายยาแก้เก๊าท์ให้ผมเลยได้ไหมครับ"
นี่คือคำพูดของคุณลุงสมศักดิ์ (นามสมมติ) วัย 65 ปี ที่เดินขากะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยความเจ็บปวด ท่านมั่นใจมากว่าเป็นโรคเก๊าท์ เพราะอาการมันเหมือนกับที่เขาเล่าลือกันเป๊ะๆ คือ ปวด บวม แดง ร้อน ขึ้นมาทันทีทันใด
แต่พอหมอเจาะเลือดตรวจค่ากรดยูริก ปรากฏว่า "ปกติ" ครับ และเมื่อเอกซเรย์ดูที่เข่า เรากลับพบ "เงาขาวๆ เป็นเส้นๆ" ในช่องว่างระหว่างกระดูกแทน
สรุปแล้ว คุณลุงสมศักดิ์ไม่ได้เป็น "โรคเก๊าท์" (Gout) ครับ แต่ท่านเป็นโรค "เก๊าท์เทียม" (Pseudogout)
หลายท่านอาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้ เป็นโรคที่อาการคล้ายกันราวกับฝาแฝด แต่ "สาเหตุ" และ "การรักษา" นั้นต่างกันคนละขั้วเลยครับ หากวินิจฉัยผิด รักษาผิดทาง อาการปวดอาจจะไม่หายและเรื้อรังได้
วันนี้หมอเก่งจะพาทุกท่านไปไขปริศนา แยกแยะเจ้าสองโรคนี้ให้ออก เพื่อการดูแลตัวเองที่ถูกต้องและปลอดภัยครับ
แฝดคนละฝา: ยูริก VS แคลเซียม
เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด หมอขอเปรียบเทียบว่าทั้งสองโรคนี้เกิดจาก "ตะกอนผลึก" ที่เข้าไปตกค้างในข้อต่อ จนทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านและอักเสบขึ้นมาครับ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ "ชนิดของตะกอน"
1. โรคเก๊าท์ (Gout): เกิดจาก "ผลึกยูริก" (Uric Acid Crystal) ครับ ลักษณะผลึกภายใต้กล้องจุลทรรศน์จะแหลมคมเหมือน "เข็ม" ทิ่มแทงเนื้อเยื่อในข้อ
2. โรคเก๊าท์เทียม (Pseudogout): เกิดจาก "ผลึกแคลเซียม" (CPPD Crystal) ครับ ชื่อเต็มๆ ยาวหน่อย แต่จำง่ายๆ ว่าเป็นแคลเซียมชนิดหนึ่ง ลักษณะผลึกจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือแท่งสั้นๆ คล้าย "อิฐบล็อก" ไม่แหลมเท่าเข็มยูริก แต่ก็ก่อกวนให้ปวดได้ไม่แพ้กันครับ
อาการ: ปวดเหมือนกัน แต่จุดยุทธศาสตร์ต่างกัน
แม้ทั้งคู่จะทำให้เกิดอาการ "ปวด บวม แดง ร้อน" อย่างฉับพลันเหมือนกัน แต่ตำแหน่งที่ชอบไปโจมตีนั้นมีจุดสังเกตครับ
- โรคเก๊าท์ (ของแท้): พระเอกคือ "โคนนิ้วหัวแม่เท้า" ครับ ประมาณ 70% ของคนไข้เก๊าท์จะปวดที่นี่เป็นที่แรก นอกจากนั้นก็อาจพบที่ข้อเท้า หรือข้อเข่าได้
- โรคเก๊าท์เทียม (ของเลียนแบบ): พระเอกของเขาคือ "ข้อเข่า" ครับ พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือ "ข้อมือ" ข้อไหล่ หรือข้อศอก ซึ่งมักจะเป็นข้อใหญ่ๆ มากกว่าข้อนิ้วเท้าครับ
สาเหตุ: กินไก่ VS วัยชรา
นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เราดูแลตัวเองต่างกันครับ
สำหรับโรคเก๊าท์: สัมพันธ์กับ "อาหารการกิน" และ "ระบบเผาผลาญ" ครับ คนที่ทานสัตว์ปีก เครื่องใน ดื่มแอลกอฮอล์ หรือน้ำหวานที่มีฟรุกโตสเยอะๆ จะทำให้กรดยูริกในเลือดสูง จนไปตกตะกอนในข้อ
สำหรับโรคเก๊าท์เทียม: ไม่ค่อยเกี่ยวกับไก่หรือยอดผักครับ แต่สัมพันธ์กับ "ความเสื่อมตามวัย" และ "พันธุกรรม" เป็นหลัก มักพบในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
นอกจากนี้ เก๊าท์เทียมยังสัมพันธ์กับโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะเหล็กเกินในเลือด หรือระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งไปกระตุ้นให้ผลึกแคลเซียมตัวนี้ก่อตัวขึ้นมาครับ
หมอจะรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นตัวไหนกันแน่?
การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด ไม่ใช่แค่การดูด้วยตาเปล่าครับ เพราะอาการภายนอกมันเหมือนกันมาก
- การเจาะน้ำในข้อ (Joint Aspiration):
นี่คือวิธีมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ครับ หากข้อบวมมาก หมอจะใช้เข็มเล็กๆ ดูดน้ำไขข้อออกมาตรวจดูใต้กล้องจุลทรรศน์
- ถ้าเห็นผลึกรูปเข็ม = เก๊าท์
- ถ้าเห็นผลึกรูปสี่เหลี่ยม = เก๊าท์เทียม
วิธีนี้ชัวร์ที่สุดครับ
- เอกซเรย์ (X-ray):
- เก๊าท์: ระยะแรกอาจไม่เห็นอะไร แต่ถ้าเป็นมานานจะเห็นรอยกัดกินกระดูก (Erosion)
- เก๊าท์เทียม: มักจะเห็น "เส้นขาวๆ" จางๆ (Calcification) แทรกอยู่ในกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นที่อยู่ของผลึกแคลเซียมครับ
- ตรวจเลือด:
- ค่ากรดยูริกสูง ช่วยสนับสนุนโรคเก๊าท์ (แต่คนเป็นเก๊าท์เทียมก็อาจมียูริกสูงร่วมด้วยได้ จึงใช้วัดผลอย่างเดียวไม่ได้ครับ)
- ตรวจหาค่าแคลเซียม แมกนีเซียม หรือไทรอยด์ เพื่อหาสาเหตุแฝงของเก๊าท์เทียม
การรักษา: เหมือนจะคล้าย แต่ปลายทางต่างกัน
ช่วงที่ปวดอักเสบเฉียบพลัน:
การรักษาเบื้องต้นคล้ายกันครับ คือการใช้ยาเพื่อ "ดับไฟ" ที่กำลังไหม้ข้ออยู่
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
- ยาคอลชิซิน (Colchicine)
- การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ (กรณีที่ทานยาไม่ได้ หรือข้อบวมมาก) เพื่อลดบวมเร็ว
การรักษาระยะยาว (หัวใจสำคัญ):
- โรคเก๊าท์: เป้าหมายคือ "ลดกรดยูริก" ครับ ต้องทานยาลดกรดยูริกต่อเนื่อง และปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อละลายผลึกเข็มให้หมดไป และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ หายขาดได้ถ้าคุมดีๆ
- โรคเก๊าท์เทียม: ปัจจุบัน "ยังไม่มียาละลายผลึกแคลเซียม" โดยตรงครับ การรักษาจึงเน้นไปที่การ "แก้ไขสาเหตุแฝง"เช่น รักษาโรคไทรอยด์ หรือเสริมแมกนีเซียม
และในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย การดูแลเรื่องข้อเข่าเสื่อม ออกกำลังกายกล้ามเนื้อขา ก็จะช่วยลดความถี่ในการกำเริบได้ครับ
การป้องกันและดูแลตนเอง
ถึงแม้เก๊าท์เทียมจะป้องกันได้ยากกว่าเก๊าท์ เพราะเป็นเรื่องของความเสื่อม แต่เราก็ชะลอได้ครับ
ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: ภาวะขาดน้ำ เป็นตัวกระตุ้นให้ทั้งผลึกยูริกและผลึกแคลเซียมจับตัวกันแน่นขึ้น จนเกิดอาการปวดครับ ผู้สูงอายุควรจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างวัน
พักข้อเมื่อเจ็บ: ช่วงที่มีอาการอักเสบ ควรประคบเย็น และหลีกเลี่ยงการเดินเยอะๆ
ตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อเช็กระดับเกลือแร่ ไทรอยด์ และการทำงานของไต หากพบความผิดปกติจะได้รีบแก้ไข เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมครับ
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง (สำหรับโรคเก๊าท์): ลดเนื้อสัตว์สีแดง เครื่องใน น้ำหวาน และแอลกอฮอล์
พยากรณ์โรค: จะอยู่กับมันอย่างไร?
โรคเก๊าท์: หากวินิจฉัยถูก และคนไข้ทานยาสม่ำเสมอ คุมอาหารได้ดี โรคนี้สงบได้แทบจะ 100% ครับ สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไป
โรคเก๊าท์เทียม: อาจจะมีอาการเป็นๆ หายๆ ได้บ่อยกว่าครับ โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น แต่ถ้าเราดูแลร่างกายโดยรวมให้แข็งแรง รักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ให้ดี ความรุนแรงของโรคก็จะลดลง และไม่รบกวนคุณภาพชีวิตมากนักครับ
สรุปจากใจหมอ
ไม่ว่าจะเป็น "เก๊าท์" หรือ "เก๊าท์เทียม" สิ่งที่เหมือนกันคือความเจ็บปวดที่ทรมาน และต้องการการดูแลที่เข้าใจ
หากท่านมีอาการปวดข้อ อย่าเพิ่งด่วนสรุปซื้อยากินเอง หรือมัวแต่งดไก่งดเป็ดนะครับ เพราะถ้าเป็นเก๊าท์เทียม การงดอาหารเหล่านั้นอาจไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ให้มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง การรู้ศัตรูที่ถูกต้อง จะทำให้เราวางแผนสู้รบและเอาชนะความเจ็บปวดได้อย่างตรงจุดครับ
หมอขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่มีปัญหาปวดข้อ ให้กลับมาเดินได้อย่างคล่องแคล่วและมีความสุขไวๆ นะครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
#เก๊าท์ #เก๊าท์เทียม #ปวดเข่า #ปวดข้อมือ #กรดยูริก #แคลเซียมเกาะกระดูก #ข้ออักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เจาะน้ำข้อเข่า #อาหารแสลงเก๊าท์
References:
Rosenthal AK, Ryan LM. Calcium Pyrophosphate Deposition Disease. N Engl J Med. 2016;374(26):2575-84.
Richette P, Bardin T. Gout. Lancet. 2010;375(9711):318-28.
Zhang W, Doherty M, Pascual E, et al. EULAR recommendations for calcium pyrophosphate deposition. Part I: terminology and diagnosis. Ann Rheum Dis. 2011;70(4):563-70.
Abhishek A, Roddy E, Doherty M. Gout - a guide for the general and acute physician. Clin Med (Lond). 2017;17(1):54-9.
Neogi T. Gout. N Engl J Med. 2011;364(5):443-52.
Comments
Post a Comment