เมื่อผลเลือดบอกว่า "กรดยูริกสูง" แต่ร่างกายบอกว่า "ฉันสบายดี" ต้องทำอย่างไร?
เมื่อผลเลือดบอกว่า "กรดยูริกสูง" แต่ร่างกายบอกว่า "ฉันสบายดี" ต้องทำอย่างไร?
"หมอครับ ผลตรวจเลือดผิดพลาดหรือเปล่าครับ? ในใบนี้บอกว่ากรดยูริกผมสูงตั้ง 9 กว่า แต่ผมยังวิ่งเตะบอลได้สบายๆ ไม่เคยปวดข้อตรงไหนเลยนะครับ"
นี่คือประโยคที่หมอได้ยินบ่อยมากในห้องตรวจครับ โดยเฉพาะจากหนุ่มใหญ่วัยทำงานที่ดูแข็งแรงดีทุกอย่าง หลายคนได้รับผลตรวจสุขภาพประจำปีแล้วตกใจ เพราะตัวเลขกรดยูริกที่พุ่งสูงสวนทางกับความรู้สึกของตัวเองที่คิดว่าแข็งแรงดี
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ คนส่วนใหญ่คิดว่า "กรดยูริกสูง = โรคเก๊าท์" และถ้ายังไม่ปวดข้อ ก็แปลว่ายังไม่มีปัญหาอะไร กินหมูกระทะ จิบเบียร์ต่อไปได้
แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ ภาวะกรดยูริกสูงในเลือดโดยที่ไม่มีอาการปวดข้อ (Asymptomatic Hyperuricemia) เปรียบเสมือน "ระเบิดเวลาที่กำลังเดินเงียบๆ" อยู่ในร่างกายครับ มันไม่ได้แปลว่าคุณปลอดภัย แต่มันแปลว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ให้คุณมีโอกาสกลับตัวก่อนที่ความเจ็บปวดจะมาเยือน
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมยูริกสูงถึงไม่ปวด และถ้ายังไม่ปวด เราต้องดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อหยุดระเบิดเวลลูกนี้ครับ
ทำความรู้จัก "กรดยูริก" เพื่อนสนิทที่กลายเป็นศัตรู
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า กรดยูริกไม่ใช่สารพิษร้ายแรงที่มาจากนอกโลก แต่มันคือของเสียที่ร่างกายสร้างขึ้นตามปกติจากการย่อยสลายสารที่เรียกว่า "พิวรีน" (Purine) ซึ่งมีทั้งในอาหารที่เรากิน และจากเซลล์ในร่างกายเราเองที่ตายลงทุกวัน
ตามปกติ ร่างกายเราเก่งมากครับ สร้างมาเท่าไหร่ ไตก็จะทำหน้าที่ขับออกไปทางปัสสาวะเท่านั้น เพื่อรักษาสมดุลไว้ แต่ปัญหาเกิดเมื่อสมดุลนี้เสียไป คือ "สร้างมากเกินไป" (จากการกินหรือความผิดปกติของร่างกาย) หรือ "ขับออกได้น้อยลง" (จากไตเสื่อมหรือยาบางชนิด)
เมื่อยูริกในเลือดล้นเกิน มันก็จะหาที่อยู่ใหม่ครับ
ทำไมสูงแล้วยังไม่ปวด?
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังชงน้ำหวาน ถ้าคุณใส่น้ำตาลลงไปในน้ำเปล่าแล้วคน น้ำตาลจะละลายหายไป แต่ถ้าคุณใส่น้ำตาลมากเกินไปจนน้ำรับไม่ไหว น้ำตาลส่วนเกินก็จะเริ่มตกตะกอนเป็นเกล็ดอยู่ที่ก้นแก้ว ใช่ไหมครับ?
ในร่างกายก็คล้ายกันครับ ช่วงแรกที่ระดับกรดยูริกเริ่มสูงขึ้น มันยังละลายอยู่ในกระแสเลือดได้ คุณจึงยังไม่รู้สึกอะไรเลย ระยะนี้อาจกินเวลานานหลายปี หรือเป็นสิบปีในบางคน
แต่ถ้าระดับยังสูงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนถึงจุดอิ่มตัว กรดยูริกส่วนเกินนี้จะเริ่มจับตัวกันตกผลึกกลายเป็น "เข็มพิษเล็กๆ" (Urate Crystals) ซึ่งเจ้าเข็มพวกนี้ชอบไปสะสมตามข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า เข่า หรือแม้แต่ในไต
เมื่อผลึกเข็มเหล่านี้สะสมมากพอ หรือมีตัวกระตุ้น เช่น อากาศเย็นจัด การกระทบกระแทก หรือการดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาโจมตีผลึกแปลกปลอมเหล่านี้ จนเกิดการอักเสบเฉียบพลัน นั่นแหละครับคือวันที่ "โรคเก๊าท์" ระเบิดออกมา และคุณจะปวดจนแทบทนไม่ไหว
ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าการปวดข้อ
สิ่งที่หมอกังวลสำหรับคนไข้กลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องกลัวจะเป็นเก๊าท์ในอนาคตนะครับ แต่มีภัยเงียบอื่นๆ ที่แอบแฝงมากับระดับยูริกที่สูงนานๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว:
- นิ่วในไตและโรคไตเสื่อม: นี่คือเรื่องใหญ่ครับ ไตต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อขับยูริกส่วนเกิน นานวันเข้า ยูริกอาจไปตกผลึกเป็นนิ่วในไต หรือทำลายเนื้อเยื่อไตโดยตรง ทำให้ไตเสื่อมลงอย่างช้าๆ และเงียบเชียบ คนไข้หลายคนมารู้ตัวอีกทีตอนไตวายไปแล้ว โดยที่ไม่เคยปวดข้อเลยสักครั้ง
- ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด: มีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระดับกรดยูริกที่สูงสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตีบ
- โรคอ้วนและเบาหวาน: มักเป็นแพ็คเกจที่มาพร้อมกันครับ เพราะพฤติกรรมการกินที่ทำให้ยูริกสูง มักทำให้น้ำหนักตัวและน้ำตาลในเลือดสูงตามไปด้วย
แนวทางปฏิบัติตัว: โอกาสทองในการป้องกัน
ข่าวดีที่สุดคือ ในระยะที่คุณยังไม่มีอาการนี้ ถือเป็น "โอกาสทอง" ที่คุณจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อควบคุมระดับยูริกให้กลับมาปกติ โดยที่อาจจะยังไม่ต้องพึ่งยาใดๆ เลย (ยกเว้นในรายที่สูงมากๆ หรือมีโรคไตเสื่อมร่วมด้วย ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป)
เป้าหมายของเราคือการลดการนำเข้าพิวรีน และเพิ่มการขับออกของยูริกครับ นี่คือสิ่งที่หมออยากให้คุณทำตั้งแต่วันนี้:
1. ปรับเปลี่ยน "ของโปรด" บนโต๊ะอาหาร
เรื่องอาหารเป็นหัวใจสำคัญครับ แต่หมอไม่ได้จะห้ามคุณกินของอร่อยทุกอย่าง เราต้องเดินทางสายกลางและเข้าใจหลักการครับ
- ลดเนื้อแดงและเครื่องใน: เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะแกะ และเครื่องในสัตว์ทุกชนิด (ตับ ไต ไส้ หัวใจ) เป็นแหล่งพิวรีนชั้นยอด ควรจำกัดปริมาณการทานให้น้อยลง ไม่ใช่ทานทุกมื้อ เปลี่ยนไปทานเนื้อไก่ (ส่วนอกดีที่สุด) ปลา หรือโปรตีนจากไข่และนมแทนครับ
- ระวังอาหารทะเลบางชนิด: ไม่ใช่ของทะเลทุกอย่างที่อันตรายครับ ที่พิวรีนสูงจัดๆ คือพวกหอยต่างๆ (หอยนางรม หอยแมลงภู่) ปลาซาร์ดีน ปลาอินทรีย์ ไข่ปลา กุ้ง ส่วนปลาน้ำจืดทั่วไปทานได้ปลอดภัยกว่าครับ
- บอกลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์!): นี่คือตัวร้ายอันดับหนึ่งครับ เพราะแอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่มีพิวรีนสูง (โดยเฉพาะเบียร์ที่มาจากยีสต์) แต่เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย มันจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ไปขัดขวางการขับยูริกออกจากไต ทำให้ระดับยูริกในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เหล้าและไวน์ก็มีผลเช่นกันแต่รองลงมาครับ
- ภัยมืดจาก "น้ำตาลฟรุกโตส": ข้อนี้สำคัญมากและคนส่วนใหญ่ไม่รู้ น้ำตาลฟรุกโตสที่พบมากในน้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง ชาเขียวรสหวาน หรือน้ำเชื่อมข้าวโพด (High Fructose Corn Syrup) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริกโดยตรง! การลดน้ำหวานพวกนี้ ช่วยลดยูริกได้ดีพอๆ กับการลดเนื้อสัตว์เลยครับ
2. เพิ่มสิ่งที่ช่วยขับยูริก
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: นี่คือยาที่ถูกที่สุดและดีที่สุดครับ การดื่มน้ำเปล่าวันละ 2-3 ลิตร จะช่วยเพิ่มปริมาณปัสสาวะ ทำให้ไตขับกรดยูริกออกไปได้ดีขึ้น และลดโอกาสการเกิดนิ่วในไตได้อย่างมาก พยายามจิบน้ำไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวันครับ
- ทานผักให้มาก: ผักส่วนใหญ่ทานได้ปลอดภัยครับ แม้แต่ยอดผักที่เคยมีความเชื่อว่าห้ามทาน จริงๆ แล้วงานวิจัยใหม่ๆ พบว่าพิวรีนจากพืชมีผลต่อระดับยูริกในเลือดน้อยกว่าพิวรีนจากสัตว์มาก คุณสามารถทานผักใบเขียวได้ตามปกติ เพราะใยอาหารในผักยังช่วยชะลอการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดีอีกด้วย
- นมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ต: มีงานวิจัยยืนยันว่าโปรตีนในนม (Casein และ Lactalbumin) สามารถช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกทางไตได้ การดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1-2 แก้ว จึงเป็นตัวช่วยที่ดีครับ
- วิตามินซี: การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ (ประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน จากผักผลไม้ หรืออาหารเสริม) อาจช่วยลดระดับกรดยูริกได้เล็กน้อยครับ
3. ปรับไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพระยะยาว
- ควบคุมน้ำหนักตัว: ความอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายสร้างยูริกมากขึ้นและขับออกได้น้อยลง การลดน้ำหนักลงอย่างช้าๆ (ไม่ควรอดอาหารจนน้ำหนักลดฮวบฮาบ เพราะจะทำให้ยูริกพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวได้) จะช่วยให้ระดับยูริกของคุณลดลงได้อย่างยั่งยืนครับ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายแบบแอโรบิกปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที ช่วยให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น ช่วยคุมน้ำหนัก และส่งผลดีต่อการคุมระดับยูริกครับ แต่ควรเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักหน่วงรุนแรงเกินไปจนร่างกายขาดน้ำ เพราะอาจกระตุ้นให้ยูริกสูงขึ้นได้
ต้องกินยาไหม?
คำถามนี้หมอต้องตอบว่า "ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล" ครับ ถ้าคุณยูริกสูงไม่มาก (เช่น เกินค่าปกติมานิดหน่อย ไม่ถึง 9 mg/dL) และไม่มีโรคประจำตัวอื่น หมอจะแนะนำให้ปรับพฤติกรรมอย่างเคร่งครัดก่อนสัก 3-6 เดือน แล้วมาตรวจเลือดซ้ำ
แต่ถ้าคุณมีระดับยูริกสูงมาก (เช่น เกิน 11-12 mg/dL ขึ้นไป) หรือมีสัญญาณของโรคไตเสื่อม มีนิ่วในไต หรือมีความเสี่ยงโรคหัวใจสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดกรดยูริกควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับอวัยวะต่างๆ ครับ อย่าซื้อยากินเองเด็ดขาด ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งและติดตามผลเลือดนะครับ
สรุป
การที่คุณมีกรดยูริกสูงแต่ยังไม่ปวดข้อ ไม่ได้แปลว่าคุณโชคดี แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ให้โอกาสคุณได้แก้ไข การละเลยสัญญาณนี้อาจนำไปสู่โรคเก๊าท์ที่แสนทรมาน หรือร้ายแรงกว่านั้นคือโรคไตวายและโรคหัวใจในอนาคต
การปรับเปลี่ยนการกินและการใช้ชีวิตตามที่หมอแนะนำ ไม่ใช่การลงโทษตัวเองให้เลิกของอร่อย แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว ให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แข็งแรง และห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บครับ เริ่มต้นวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในวันหน้าครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#กรดยูริกสูง #ยูริกสูงไม่ปวดข้อ #ป้องกันโรคเก๊าท์ #อาหารลดกรดยูริก #โรคไตจากยูริก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพวัยทำงาน #ตรวจสุขภาพประจำปี
References
- FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
- Bardin T, Richette P. Impact of comorbidities on gout and hyperuricaemia: an update on prevalence and treatment options. BMC Med. 2017;15(1):123.
- Major TJ, Topless RK, Dalbeth N, Merriman TR. Evaluation of the diet wide contribution to serum urate levels: meta-analysis of population based cohorts. BMJ. 2018;363:k3951.
- Johnson RJ, Nakagawa T, Sanchez-Lozada LG, et al. Sugar, uric acid, and the etiology of diabetes and obesity. Diabetes. 2013;62(10):3307-3315.
- Sumpio BE, Liang YJ. Asymptomatic hyperuricemia: a silent threat. Int J Angiol. 2020;29(2):110-115.
Comments
Post a Comment