เมื่อ "เก๊าท์" มาเยือน ในวันที่ "ไต" ไม่ค่อยแข็งแรง เราจะดูแลตัวเองอย่างไร?

 



เมื่อ "เก๊าท์" มาเยือน ในวันที่ "ไต" ไม่ค่อยแข็งแรง เราจะดูแลตัวเองอย่างไร?

"หมอครับ ปวดข้อเท้าจนเดินไม่ได้แล้วครับ แต่หมอโรคไตสั่งห้ามกินยาแก้ปวดเด็ดขาด ผมจะทำยังไงดีครับ ทรมานเหลือเกิน"

เสียงของคุณลุงท่านหนึ่งที่นั่งรถเข็นเข้ามาในห้องตรวจ ด้วยสีหน้าที่มีความกังวลและเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด ข้อเท้าขวาบวมแดงฉ่า แค่ลมพัดผ่านแกก็สะดุ้งแล้ว

นี่คือสถานการณ์ที่พบบ่อยมากครับ และเป็น "โจทย์ยาก" ที่สุดโจทย์หนึ่งของการรักษาโรคกระดูกและข้อ เพราะยาแก้ปวดข้อเก๊าท์ที่มีประสิทธิภาพสูง ส่วนใหญ่มักจะเป็น "ศัตรู" กับไต

ถ้ากินยาแก้ปวด ไตอาจจะแย่ลง แต่ถ้าไม่กิน ก็ปวดจนทนไม่ไหว

วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจ และบอกวิธีปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นทั้ง "โรคเก๊าท์" และ "โรคไตเสื่อม" เพื่อให้ท่านอยู่ร่วมกับโรคได้อย่างมีความสุข ไม่ปวด และไตไม่พังครับ

ความจริงของคู่กัด: เก๊าท์ กับ ไต

โรคเก๊าท์ เกิดจากการที่มี "กรดยูริก" ในเลือดสูงเกินไป จนมันตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็มทิ่มแทงตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง

หน้าที่หลักของการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย คือ "ไต" ครับ

เมื่อไตเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ การขับกรดยูริกก็ทำได้น้อยลง ทำให้ยูริกคั่งในเลือดง่ายขึ้น คนไข้โรคไตจึงมีโอกาสเป็นเก๊าท์สูงกว่าคนทั่วไป ในทางกลับกัน ยูริกที่สูงมาก ๆ ก็จะไปตกตะกอนในไต ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

มันจึงเป็นวงจรที่ส่งผลกระทบถึงกันตลอดเวลา

อาการที่ต้องสังเกต

อาการของเก๊าท์ในผู้ป่วยโรคไต ไม่ต่างจากคนทั่วไปครับ คือ

  • ปวด บวม แดง ร้อน: มักเกิดขึ้นทันทีทันใด (Acute attack)
  • ตำแหน่งยอดฮิต: โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า
  • เป็นๆ หายๆ: ถ้าไม่คุมอาหารหรือระดับยูริก อาการจะกำเริบถี่ขึ้น

แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ผู้ป่วยโรคไตมักจะมีอาการบวมน้ำร่วมด้วย ทำให้บางครั้งแยกยากว่าขาบวมจากโรคไต หรือบวมจากข้ออักเสบ

การตรวจวินิจฉัย

หมอจะวินิจฉัยโดยดูจากประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ

  1. เจาะเลือด: เพื่อดูระดับกรดยูริก และที่สำคัญที่สุดคือดู "ค่าการทำงานของไต" (Creatinine และ eGFR) เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำ
  2. อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): เครื่องมือนี้ช่วยหมอได้มากครับ เราจะเห็นผลึกยูริกเกาะที่ผิวข้อ หรือเห็นการอักเสบในข้อได้ชัดเจน โดยไม่ต้องเจาะดูน้ำในข้อซึ่งเจ็บปวด

หัวใจสำคัญ: อาหารสำหรับคนเป็นเก๊าท์ที่มีปัญหาไต

เรื่องนี้ละเอียดอ่อนครับ เพราะอาหารบางอย่างดีต่อเก๊าท์แต่อาจไม่ดีต่อไต หรืออาหารบางอย่างดีต่อไตแต่กระตุ้นเก๊าท์ หลักการง่ายๆ คือ "ทางสายกลาง" และเน้นลดการสร้างกรดยูริก

1. โปรตีน (เนื้อสัตว์)

  • หลีกเลี่ยง: เครื่องในสัตว์ทุกชนิด (ตับ ไต ไส้), เนื้อสัตว์ปีก (ไก่ เป็ด ห่าน), น้ำต้มกระดูก, ซุปก้อน เพราะมีสารพิวรีนสูงมาก เปลี่ยนเป็นยูริกได้เยอะ
  • ทานได้: ปลา (ที่ไม่ใช่ปลาเนื้อแดงเข้ม), ไข่ขาว (ดีมากสำหรับคนโรคไตเพราะของเสียน้อย), เต้าหู้ (ทานได้ในปริมาณพอเหมาะ งานวิจัยใหม่ๆ พบว่าเต้าหู้ไม่ได้ทำให้เก๊าท์กำเริบอย่างที่เคยเชื่อกัน แต่อย่าทานเยอะเกินไป)

2. ผักและผลไม้

  • ความเข้าใจผิด: หลายคนกลัวยอดผัก ความจริงคือผักส่วนใหญ่ทานได้ครับ ยอดกระถิน ชะอม ทานได้บ้าง ไม่ต้องงดร้อยเปอร์เซ็นต์
  • ระวัง: ผลไม้รสหวานจัด หรือน้ำผลไม้กล่อง เพราะ "น้ำตาลฟรักโทส" เป็นตัวร้ายที่ทำให้ยูริกสูงขึ้น และทำให้ไตทำงานหนัก

3. เครื่องดื่ม

  • น้ำเปล่าคือยาที่ดีที่สุด: การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ (ประมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน) ช่วยขับยูริกออกทางปัสสาวะ ยกเว้น ในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายหรือมีภาวะน้ำท่วมปอด ที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์โรคไตอย่างเคร่งครัด
  • งด: แอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยเฉพาะเบียร์ เพราะเบียร์มีพิวรีนสูงและขัดขวางการขับยูริก

การรักษา: เมื่อยาแก้ปวดคือยาพิษของไต

นี่คือส่วนที่ต้องระวังที่สุดครับ

1. ยาแก้ปวดที่ "ห้าม" ซื้อกินเอง กลุ่มยาแก้ปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค, ยาชุดแก้ปวดเส้น ยาพวกนี้ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง อาจทำให้ไตวายเฉียบพลันได้ในคนที่มีพื้นฐานไตไม่ดี

2. ยาที่ใช้ได้ (แต่ต้องปรับขนาด)

  • โคลชิซิน (Colchicine): ยาเม็ดเล็กๆ ที่ใช้แก้เก๊าท์ แต่ในคนโรคไต ต้องลดปริมาณลงตามค่าการทำงานของไต ไม่อย่างนั้นจะเกิดพิษต่อกล้ามเนื้อและระบบเลือด
  • สเตียรอยด์: แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา Prednisolone ในระยะสั้นๆ เพื่อลดการอักเสบ เพราะผลต่อไตน้อยกว่า NSAIDs แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

3. ทางเลือกที่ดีที่สุด: การฉีดยาเฉพาะจุด หากปวดข้อเดียว เช่น ปวดเข่าหรือข้อเท้ามากๆ การใช้ "อัลตราซาวนด์นำวิถี" เพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าไปในข้อโดยตรง เป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อไตมากที่สุด เพราะยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ ไม่ซึมเข้ากระแสเลือดไปทำลายไต อาการปวดมักจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง

4. ยาลดกรดยูริก (ยาคุมอาการ) เช่น Allopurinol หรือ Febuxostat จำเป็นต้องกินต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เก๊าท์กำเริบ แต่ ต้องปรับขนาดยาตามค่าไต การหยุดยาเองจะทำให้ระดับยูริกแกว่งและปวดข้อได้อีก

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคุมให้ได้

นอกจากการกินยาและคุมอาหาร การคุมโรคร่วมอื่นๆ ก็สำคัญมาก

  • ความดันโลหิตสูง: ทำลายไตโดยตรง
  • เบาหวาน: ถ้าคุมน้ำตาลไม่ดี ไตเสื่อมเร็ว ยูริกก็คุมยาก
  • ไขมันในเลือดสูง: เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือด

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

โรคเก๊าท์ในผู้ป่วยโรคไต "ไม่หายขาด" แต่ "สงบได้" ครับ

หากท่านปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกทานอาหารที่ถูกต้อง และทานยาปรับระดับกรดยูริกตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ท่านสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่มีอาการปวดเลย และชะลอความเสื่อมของไตได้ด้วย

แต่ถ้าละเลย ไม่คุมอาหาร แอบไปซื้อยาชุดกินเอง นอกจากจะปวดข้อทรมานแล้ว ไตอาจจะวายจนถึงขั้นต้องฟอกไตในที่สุด

สรุป

การเป็นเก๊าท์ร่วมกับโรคไต ไม่ใช่ทางตันครับ แต่ต้องใช้ความใส่ใจมากกว่าคนทั่วไป "เลือกกินให้เป็น เน้นน้ำเปล่า (ตามความเหมาะสม) ห้ามซื้อยาแก้ปวดกินเอง" และหมั่นตรวจค่าไตกับระดับกรดยูริกสม่ำเสมอ หากมีอาการปวดเฉียบพลัน รีบมาพบแพทย์เพื่อพิจารณาวิธีรักษาที่ปลอดภัย เช่น การฉีดยาข้อ จะช่วยถนอมไตของท่านให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เก๊าท์ #โรคไต #ปวดข้อ #กรดยูริก #อาหารโรคเก๊าท์ #ปวดเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ฉีดยาข้อเข่า #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพกระดูก

References

  1. FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
  2. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2012 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney Int Suppl. 2013;3:1-150.
  3. Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42.
  4. Roughley MJ, Belcher J, Mallen CD, Roddy E. Gout and risk of chronic kidney disease and nephrolithiasis: a meta-analysis of observational studies. Arthritis Res Ther. 2015;17:90.
  5. Stamp LK, Chapman PT. Management of Gout in Chronic Kidney Disease: A Gout Specialist's Perspective. Kidney Med. 2020;2(1):100-107.

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?