ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงโรคเก๊าท์: เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงโรคเก๊าท์: เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม
“หมอคะ ป้าไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่ได้กินเครื่องในสัตว์ ทำไมป้าถึงเป็นเก๊าท์ได้คะ นึกว่าเป็นโรคของผู้ชายเสียอีก”
นี่คือคำถามที่หมอเจอบ่อยมากในห้องตรวจ เมื่อคนไข้ผู้หญิงวัย 50-60 ปี เดินกะเผลกเข้ามาด้วยอาการปวดบวมแดงร้อนที่นิ้วหัวแม่เท้าอย่างรุนแรง หลายคนมีความเชื่อเดิม ๆ ว่าโรคเก๊าท์เป็นโรคของ “ผู้ชายที่ชอบดื่มสังสรรค์” เท่านั้น
แต่ความจริงทางการแพทย์ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ “ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน” มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเก๊าท์สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการกินเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเราเองครับ
วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย ว่าทำไมเมื่อประจำเดือนหมด ความเสี่ยงเก๊าท์ถึงพุ่งสูงขึ้น และเราจะรับมือกับมันอย่างไร
ความจริงเรื่องฮอร์โมน: เกราะป้องกันที่หายไป
ในร่ายกายของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เรามีฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อว่า “เอสโตรเจน” ครับ ฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่เหมือนอัศวินขี่ม้าขาวคอยปกป้องเราในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องกระดูก หัวใจ และรวมถึงเรื่อง “กรดยูริก” ด้วย
เอสโตรเจน มีบทบาทสำคัญในการช่วยไตขับกรดยูริกออกจากร่างกายทางปัสสาวะครับ ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดของผู้หญิงโดยธรรมชาติจะต่ำกว่าผู้ชาย เราจึงไม่ค่อยเห็นผู้หญิงอายุน้อย ๆ เป็นโรคเก๊าท์
แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน (Menopause) รังไข่หยุดทำงาน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อ “เกราะป้องกัน” หายไป ประสิทธิภาพในการขับกรดยูริกของไตจึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้กรดยูริกค่อย ๆ สะสมในเลือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็มทิ่มแทงตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน หรือที่เราเรียกว่า “โรคเก๊าท์กำเริบ” นั่นเองครับ
โรคเก๊าท์คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองจินตนาการว่าร่างกายเราเหมือนแก้วน้ำ และกรดยูริกเหมือนน้ำตาลทรายครับ
ถ้าเราเทน้ำตาลลงไปในแก้วเรื่อย ๆ (กินอาหารที่มีพิวรีนสูง หรือร่างกายสร้างขึ้นเอง) แล้วเราเทน้ำออกจากแก้วได้น้อยลง (ไตขับออกได้น้อยลงเพราะขาดเอสโตรเจน) น้ำในแก้วก็จะข้นขึ้น จนน้ำตาลละลายไม่หมดและตกเป็น “เกล็ด” ก้นแก้ว
เกล็ด หรือ “ผลึกยูเรต” เหล่านี้แหละครับ ที่ไปเกาะตามข้อต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า ร่างกายเราจะมองเห็นผลึกเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงส่งเม็ดเลือดขาวมาโจมตี ทำให้เกิดการระเบิดของสารอักเสบ กลายเป็นอาการ ปวด บวม แดง ร้อน อย่างรุนแรง
อาการเตือนที่ต้องสังเกต
อาการของโรคเก๊าท์ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อาจมีความแตกต่างจากผู้ชายเล็กน้อยครับ
-
ปวดฉับพลัน: มักเกิดขึ้นในขณะหลับ หรือตื่นนอนตอนเช้า อยู่ดี ๆ ก็ปวดจี๊ดขึ้นมาจนเดินแทบไม่ได้
-
ตำแหน่งที่ปวด: นอกจากนิ้วหัวแม่เท้าที่เป็นจุดยอดฮิตแล้ว ในผู้หญิงสูงวัย เรามักเจอการอักเสบที่ “ข้อเข่า” “ข้อเท้า” หรือแม้แต่ “ข้อนิ้วมือ” (ซึ่งในผู้ชายพบน้อยกว่า) ทำให้บางครั้งถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นข้อเสื่อม
-
ผิวหนังเปลี่ยนสี: บริเวณข้อที่ปวดจะบวมแดงจัด และรู้สึกร้อนผ่าวเหมือนมีไฟสุม
-
มีไข้ต่ำ ๆ: บางรายอาจมีไข้ร่วมด้วยจากการอักเสบที่รุนแรง
การตรวจวินิจฉัย: รู้ให้ชัด รักษาให้ตรงจุด
การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การดูอาการหรือเจาะเลือดดูค่ากรดยูริกเพียงอย่างเดียวครับ เพราะคนที่มีกรดยูริกสูง ไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุกคน และคนที่เป็นเก๊าท์ขณะปวด บางครั้งค่ากรดยูริกในเลือดอาจจะปกติก็ได้
หมอจึงใช้แนวทางผสมผสานเพื่อให้แม่นยำที่สุดครับ:
1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ดูลักษณะการบวม สีผิว และตำแหน่งที่ปวด
2. การเจาะเลือด: เพื่อดูระดับกรดยูริก และค่าการทำงานของไต (เพราะไตเสื่อมก็ทำให้ยูริกคั่งได้)
3. อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): นี่คือเครื่องมือที่หมอชอบใช้มากครับ เพราะมันช่วยให้เรามองเห็น “ตะกอนยูริก” ที่เกาะอยู่บนผิวกระดูกอ่อนได้ชัดเจน (ลักษณะเหมือนเส้นแสงสองชั้น หรือ Double contour sign) โดยไม่ต้องเจาะข้อให้เจ็บตัวในบางกรณี และยังช่วยแยกโรคข้อเสื่อมหรือเอ็นอักเสบได้ด้วย
4. เอกซเรย์ (X-ray): ในระยะแรกอาจไม่เห็นความผิดปกติ แต่ในรายที่เป็นมานาน จะเห็นรอยกัดกินกระดูก หรือก้อนโทฟัส (ก้อนผลึกยูริก)
5. การเจาะน้ำในข้อ: วิธีนี้คือมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) โดยการดูดน้ำในข้อไปส่องกล้องจุลทรรศน์ ถ้าเจอผลึกรูปเข็ม ก็ยืนยันได้ 100% ครับ
ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่มาพร้อมวัยหมดประจำเดือน
นอกจากฮอร์โมนที่ลดลงแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เสริมให้ผู้หญิงวัยนี้เสี่ยงเก๊าท์มากขึ้น:
- ยาบางชนิด: ยาขับปัสสาวะที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง มักมีผลข้างเคียงทำให้กรดยูริกสูงขึ้น
- ความอ้วน: น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์โดยตรงกับระดับกรดยูริก
- พันธุกรรม: หากมีพ่อแม่พี่น้องเป็นเก๊าท์ เราก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น
แนวทางการรักษา: จัดการให้หายปวด และคุมไม่ให้กำเริบ
ข่าวดีคือ โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบที่ “รักษาให้หายขาดจากอาการปวด” และ “ควบคุมให้เหมือนคนปกติ” ได้ดีที่สุดโรคหนึ่งครับ ถ้าเราร่วมมือกัน
1. ระยะเฉียบพลัน (กำลังปวด):
เป้าหมายคือหยุดปวดให้เร็วที่สุด หมอจะใช้ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาคอลชิซีน (Colchicine) ตามความเหมาะสมของโรคประจำตัวคนไข้
ข้อควรระวัง: ผู้สูงอายุที่มีโรคไต หรือโรคหัวใจ ต้องระวังการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นพิเศษ ห้ามซื้อกินเองเด็ดขาดครับ
2. การฉีดยาด้วยอัลตราซาวนด์นำวิถี:
ในกรณีที่ปวดมาก หรือกินยาไม่ได้ หมออาจพิจารณาฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อ โดยใช้อัลตราซาวนด์ช่วยระบุตำแหน่ง เพื่อให้เข็มเข้าไปในจุดที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่โดนเส้นเลือดหรือเส้นประสาท ช่วยให้หายปวดได้รวดเร็วและปลอดภัยกว่าการฉีดแบบกะประมาณ
3. ระยะยาว (ลดกรดยูริก):
เมื่อหายปวดแล้ว หัวใจสำคัญคือการลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. เพื่อให้ผลึกที่ตกตะกอนอยู่ค่อย ๆ ละลายหายไป หมอจะพิจารณาให้ยาลดการสร้างกรดยูริก (เช่น Allopurinol หรือ Febuxostat) ซึ่งต้องทานต่อเนื่อง และติดตามผลเลือดเป็นระยะ
4. การผ่าตัด:
ทำเฉพาะในกรณีที่มีก้อนเก๊าท์ (Tophi) ขนาดใหญ่มาก จนกดทับเส้นประสาท ทำลายข้อต่อจนผิดรูป หรือก้อนแตกจนติดเชื้อ ซึ่งปัจจุบันพบได้น้อยลงหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องแต่เนิ่น ๆ
ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อวัยทองมาเยือน?
การปรับพฤติกรรมเป็นเรื่องสำคัญพอ ๆ กับการกินยาครับ
- ดื่มน้ำเปล่าให้มาก: อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อช่วยไตขับกรดยูริก (ถ้าไม่มีโรคหัวใจหรือโรคไตที่ต้องจำกัดน้ำ)
- ระวังน้ำตาลฟรุกโตส: น้ำหวาน น้ำอัดลม และผลไม้รสหวานจัด เป็นตัวกระตุ้นให้ยูริกสูงได้มากกว่าการกินไก่เสียอีกครับ
- ลดแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะเบียร์ เพราะมีสารพิวรีนสูงมาก
- ควบคุมน้ำหนัก: แต่ห้ามอดอาหารจนฮวบฮาบ เพราะการลดน้ำหนักเร็วเกินไปจะกระตุ้นให้เก๊าท์กำเริบได้
- ทานโปรตีนให้เหมาะสม: ไม่ต้องงดสัตว์ปีกจนขาดสารอาหาร แต่ให้ทานในปริมาณที่พอดี เน้นทานปลา ไข่ และนมพร่องมันเนย ซึ่งช่วยลดกรดยูริกได้ครับ
พยากรณ์โรค: ต้องกังวลแค่ไหน?
โรคเก๊าท์ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หากได้รับการวินิจฉัยเร็วและทานยาควบคุมระดับยูริกอย่างสม่ำเสมอ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไปเลยครับ ไม่มีอาการปวด ไม่มีความพิการ
แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ “กินยาแค่ตอนปวด” ผลึกยูริกจะสะสมไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นก้อนตามข้อ ทำลายกระดูก และที่น่ากลัวที่สุดคือ ผลึกยูริกอาจไปตกตะกอนในไต ทำให้เกิดนิ่วในไต และนำไปสู่ภาวะ “ไตวายเรื้อรัง” ได้ในที่สุด
สรุป
โรคเก๊าท์ไม่ใช่โรคไกลตัวของผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทำให้เราเปราะบางต่อโรคนี้มากขึ้น หากคุณมีอาการปวดข้อฉับพลัน บวม แดง ร้อน อย่าชะล่าใจคิดว่าเป็นแค่ข้อเสื่อม หรือเท้าแพลง รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยถนอมข้อต่อและไตของคุณให้ใช้งานได้ดีไปตลอดชีวิตครับ อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดมาทำลายความสุขในวัยเกษียณของคุณเลยครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อ #โรคเก๊าท์ #เก๊าท์ผู้หญิง #วัยหมดประจำเดือน #ปวดเข่า #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กรดยูริกสูง #ข้อเท้าบวม #ตรวจอัลตราซาวนด์ข้อ
References:
-
Hak AE, Curhan GC, Grodstein F, Choi HK. Menopause, postmenopausal hormone use and risk of gout: a prospective study of 92,857 women. Arthritis Rheum. 2010;62(11):3517-3522.
-
Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42.
-
FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
-
Dirken-Heukensfeldt KB, Teunissen TA, van de Lisdonk EH, Lagro-Janssen AL. "Clinical features of women with gout arthritis." A systematic review. Clin Rheumatol. 2010;29(6):575-582.
-
Kuo CF, Grainge MJ, Mallen C, Zhang W, Doherty M. Rising burden of gout in the UK but continuing suboptimal management: a nationwide population study. Ann Rheum Dis. 2015;74(4):661-667.
Comments
Post a Comment