เมื่อ “เก๊าท์” บุก! กินอะไรได้บ้าง? คู่มือโภชนาการฉบับเข้าใจง่าย เพื่อลดปวดและลดกรดยูริก
เมื่อ “เก๊าท์” บุก! กินอะไรได้บ้าง? คู่มือโภชนาการฉบับเข้าใจง่าย เพื่อลดปวดและลดกรดยูริก
“หมอครับ ปวดจนเดินไม่ได้แล้วครับ ทั้งที่ผมงดไก่ งดยอดผักตามที่เขาบอกกันมาหมดแล้ว ทำไมเก๊าท์ยังกำเริบอีกครับ หรือผมต้องกินแต่ข้าวเปล่ากับน้ำปลา?”
นี่คือคำถามจากคุณบุญส่ง (นามสมมติ) คนไข้วัย 60 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้าเจ็บปวดและท้อแท้ แกเล่าว่าพยายามคุมอาหารสุดชีวิต กินข้าวกับผัดผักวิญญาณหมูมาเป็นเดือน แต่พอกินเลี้ยงงานแต่งหลานแค่มื้อเดียว ตื่นเช้ามาหัวแม่เท้าบวมเป่ง แดงฉาน จนลงน้ำหนักไม่ได้
ความเข้าใจผิดเรื่องอาหารกับโรคเก๊าท์เป็นเรื่องที่พบบ่อยมากครับ หลายคนกลัวจนขาดสารอาหาร กลัวจนเครียด ซึ่งความเครียดก็เป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบได้เช่นกัน
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่างครับ ว่าในช่วงที่เก๊าท์กำเริบ หรือช่วงที่กรดยูริกสูง เราควรทานอะไร และต้องระวังอะไร เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยครับ
ความจริงเรื่อง “กรดยูริก” ที่คุณอาจไม่เคยรู้
ก่อนจะไปเรื่องอาหาร เราต้องเข้าใจก่อนว่า “กรดยูริก” มาจากไหน
เชื่อไหมครับว่า กรดยูริกในร่างกายเรา 80% ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง จากการผลัดเปลี่ยนเซลล์และการทำงานของร่างกาย ส่วนอีก 20% เท่านั้นที่มาจากอาหาร ที่เรากินเข้าไป
ดังนั้น การคุมอาหารเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถลดกรดยูริกให้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ในทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีพันธุกรรมขับยูริกออกยาก แต่การเลือกทานอาหารที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงของการ “อักเสบเฉียบพลัน” และช่วยเสริมประสิทธิภาพของยาได้ดียิ่งขึ้นครับ
โรคเก๊าท์ (Gout) คืออะไร?
โรคเก๊าท์ คือโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการมีกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนกรดยูริกนั้นตกตะกอนกลายเป็น “ผลึกเกลือยูเรต” ที่มีรูปร่างแหลมคมเหมือนเข็ม ไปสะสมอยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่อรอบข้อ
เมื่อมีสิ่งกระตุ้น ผลึกเหล่านี้จะก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ทำให้ข้อบวม แดง ร้อน และปวดทรมานมาก ราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงทุกครั้งที่ขยับ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุหลักคือ ร่างกายมีกรดยูริกสูงเกินไป ซึ่งเกิดจาก 2 กลไกหลัก คือ
สร้างมากเกินไป: เช่น การทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง, ภาวะอ้วน, โรคเลือดบางชนิด
ขับออกได้น้อยเกินไป: นี่คือสาเหตุส่วนใหญ่ของคนไข้เก๊าท์ เกิดจากไตขับยูริกออกได้ไม่ดีเท่าคนปกติ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อายุที่มากขึ้น และยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ
อาการสังเกตได้
- ปวดข้อเฉียบพลัน: มักเป็นตอนกลางคืน หรือตื่นนอนตอนเช้า
- ตำแหน่งที่พบบ่อย: โคนนิ้วหัวแม่เท้า (Classic Podagra), ข้อเท้า, ข้อเข่า
- ลักษณะ: ข้อจะบวม แดง ร้อนจัด และเจ็บมากแม้เพียงแค่ผ้าห่มเสียดสีก็สะดุ้ง
- เป็น ๆ หาย ๆ: หากไม่รักษา อาการปวดอาจหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่จะกลับมาเป็นซ้ำถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้น
การตรวจวินิจฉัย
การวินิจฉัยที่แม่นยำช่วยให้รักษาได้ตรงจุดครับ
การตรวจร่างกาย: หมอจะดูตำแหน่งที่ปวด ลักษณะการบวม และประวัติการเจ็บป่วย
เจาะเลือด: เพื่อดูระดับกรดยูริก (Uric Acid) แต่ต้องระวังว่า ในขณะที่ปวดข้อเฉียบพลัน ระดับยูริกในเลือดอาจจะปกติได้ เพราะยูริกไปตกตะกอนที่ข้อหมดแล้ว
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เทคนิคนี้หมอใช้บ่อยครับ สามารถเห็นลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “Double Contour Sign” ซึ่งเป็นแถบของผลึกยูริกที่เกาะผิวข้อได้ชัดเจน โดยไม่ต้องเจาะข้อให้เจ็บตัว
ช่วงเก๊าท์กำเริบ... กินอะไรได้บ้าง? (Food Guide)
เมื่อมีอาการปวด หรือรู้ตัวว่ายูริกสูง อาหารคือยาขนานเอกครับ มาดูกันว่าอะไรที่ “ปลอดภัย” และช่วยลดการอักเสบได้
1. โปรตีนที่ปลอดภัย
- ไข่ไก่: เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่พิวรีนต่ำมาก สามารถทานได้ทุกวัน (ถ้าไม่มีปัญหาคอเลสเตอรอลสูง ให้เน้นไข่ขาว)
- นมจืดไขมันต่ำ (Low-fat milk) และโยเกิร์ต: มีงานวิจัยยืนยันว่า โปรตีนในนมช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดได้
- เต้าหู้: หลายคนกลัวเต้าหู้ แต่ความจริงแล้ว เต้าหู้ขาว หรือเต้าหู้หลอด มีพิวรีนในระดับปานกลาง สามารถทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ถึงกับต้องงดขาดครับ
- ปลาน้ำจืด: เช่น ปลาทับทิม ปลานิล ปลาช่อน สามารถทานได้ (หลีกเลี่ยงปลาทะเลเนื้อแดง หรือปลาซาร์ดีน)
2. ผัก... ทานได้ไหม?
นี่คือความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งครับ!
ความจริง: ผักที่มีพิวรีนสูง เช่น ยอดผัก กระถิน ชะอม หน่อไม้ แม้จะมีพิวรีนจริง แต่เป็น “พิวรีนจากพืช” ซึ่งงานวิจัยปัจจุบันพบว่า ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคเก๊าท์น้อยกว่าพิวรีนจากสัตว์มาก
ดังนั้น ท่านสามารถทานผักได้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับใยอาหารและวิตามิน เพียงแต่หากช่วงไหนปวดมาก อาจจะเลี่ยงยอดผักดิบไปก่อนเพื่อความสบายใจ แต่ไม่ต้องงดจนขาดสารอาหารครับ
3. ผลไม้ที่แนะนำ
- ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง: เช่น ฝรั่ง ส้ม เชอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี เพราะวิตามินซีช่วยกระตุ้นให้ไตขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ดีขึ้น
- เชอร์รี่ (Cherry): มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบและลดกรดยูริกได้ดีเป็นพิเศษ
4. เครื่องดื่ม
- น้ำเปล่า: สำคัญที่สุด! ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2–3 ลิตร เพื่อช่วยเจือจางและขับยูริกออกทางปัสสาวะ
- กาแฟดำ: มีการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟ (แบบไม่ใส่น้ำตาลครีมเทียมเยอะ) อาจช่วยลดระดับยูริกได้เล็กน้อย
อาหารต้องห้าม! (ตัวกระตุ้นการอักเสบ)
เครื่องในสัตว์ทุกชนิด: ตับ ไต ไส้ หัวใจ สมอง นี่คือแหล่งพิวรีนที่เข้มข้นที่สุด ต้องงดเด็ดขาด
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะ “เบียร์” เพราะมีสารกัวโนซีน (Guanosine) ที่เปลี่ยนเป็นยูริกได้ง่าย และแอลกอฮอล์ยังไปขัดขวางการขับยูริกออกจากไตอีกด้วย
น้ำหวานและน้ำผลไม้กล่อง: ที่มีส่วนผสมของ Fructose Corn Syrup (น้ำตาลฟรุกโตส) อันนี้ร้ายกาจกว่าไก่อีกครับ เพราะฟรุกโตสจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างยูริกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เนื้อสัตว์ปีกและเนื้อแดง: ไก่ เป็ด ห่าน เนื้อวัว เนื้อแกะ ทานได้บ้างแต่ต้องจำกัดปริมาณในช่วงที่กำเริบ
แนวทางการรักษาทางการแพทย์
เมื่อปรับพฤติกรรมแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยยาและหัตถการจึงจำเป็นครับ
1. ระยะเฉียบพลัน (ปวด บวม แดง ร้อน)
- ยาต้านการอักเสบ: กลุ่ม NSAIDs หรือ Colchicine เพื่อหยุดยั้งเม็ดเลือดขาวไม่ให้ไปทำปฏิกิริยากับผลึกยูริก
- การเจาะดูดน้ำไขข้อและฉีดยา: หากข้อบวมน้ำมาก หรือทานยาไม่ได้ผล หมออาจใช้ Ultrasound ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อดูดน้ำที่อักเสบออก และฉีดยาลดอักเสบเข้าไปที่ข้อโดยตรง วิธีนี้ช่วยให้หายปวดได้เร็วมากและแม่นยำ ปลอดภัยกว่าการฉีดแบบกะระยะครับ
2. ระยะยาว (ลดระดับกรดยูริก)
- เมื่อหายปวดแล้ว หมอจะพิจารณาให้ ยาลดการสร้างกรดยูริก (เช่น Allopurinol หรือ Febuxostat)
- ข้อสำคัญ: ห้ามเริ่มกินยาลดกรดยูริกเองขณะที่กำลังปวดข้อ เพราะระดับยูริกที่ลดลงฮวบฮาบจะกระตุ้นให้ผลึกแตกตัวและปวดหนักกว่าเดิม ต้องรอให้หายปวดสนิทก่อนค่อยเริ่มยาตามแพทย์สั่ง
สรุป: เก๊าท์หายขาดได้ไหม?
โรคเก๊าท์ สามารถ “คุมให้สงบ” ได้จนเหมือนคนปกติครับ หากท่านทานยาต่อเนื่องเพื่อคุมระดับกรดยูริกให้ต่ำกว่า 6 mg/dL ผลึกเกลือที่สะสมอยู่จะค่อย ๆ ละลายหายไปจนหมด ข้อก็จะไม่กลับมาอักเสบอีก
แต่ถ้าหยุดยา หรือกลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงเดิม ๆ กรดยูริกก็จะกลับมาสะสมใหม่ และโรคก็จะกลับมากำเริบได้ ดังนั้น การดูแลตัวเองคือภารกิจระยะยาวครับ
สรุป
การดูแลตัวเองเมื่อเป็นเก๊าท์ ไม่ใช่การอดอาหารจนผอมโซ แต่คือการ “เลือกทานให้ฉลาด” เลี่ยงเครื่องใน งดแอลกอฮอล์ ลดน้ำตาลฟรุกโตส และดื่มน้ำให้มาก ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ คุณบุญส่งและทุกท่านก็สามารถกลับมาเดินเหินได้คล่องแคล่ว ใช้ชีวิตกับลูกหลานได้อย่างมีความสุขครับ
อย่าลืมนะครับ สุขภาพที่ดีเริ่มที่ความเข้าใจและการลงมือทำครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#โรคเก๊าท์ #กรดยูริกสูง #อาหารโรคเก๊าท์ #ปวดข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเข่า #ปวดนิ้วโป้งเท้า #เชียงใหม่ #รักษาเก๊าท์ #ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ
References
FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42.
Choi HK, Atkinson K, Karlson EW, Willett W, Curhan G. Purine-rich foods, dairy and protein intake, and the risk of gout in men. N Engl J Med. 2004;350(11):1093-1103.
Dalbeth N, Merriman TR, Stamp LK. Gout. Lancet. 2016;388(10055):2039-2052.
Juraschek SP, Miller ER 3rd, Gelber AC. Effect of oral vitamin C supplementation on serum uric acid: a meta-analysis of randomized controlled trials. Arthritis Care Res (Hoboken). 2011;63(9):1295-1306.
Comments
Post a Comment