กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ใส่โหระพาเยอะ... กลับบ้านปวดเท้าจี๊ด! เป็นเพราะ "ใบโหระพา" จริงเหรอ?


กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ใส่โหระพาเยอะ... กลับบ้านปวดเท้าจี๊ด! เป็นเพราะ "ใบโหระพา" จริงเหรอ?

"หมอครับ เมื่อวานผมไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเด็ดมา เผลอใส่ใบโหระพาไปกำมือหนึ่ง ตกกลางคืนปวดนิ้วโป้งเท้าแทบเดินไม่ได้ สงสัยเก๊าท์จะกำเริบเพราะกินผักยอดๆ อย่างโหระพาแน่เลยครับ?"

นี่เป็นเรื่องเล่าจากคนไข้ชายวัย 50 กว่าปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้าเจ็บปวดครับ

คนไข้หลายท่านมีความเชื่อฝังใจมานานว่า "เป็นเก๊าท์ห้ามกินผักทอดยอด" หรือห้ามกินผักที่มีสีเขียวเข้มๆ พอมีอาการปวดหลังจากทานอาหาร ก็มักจะโทษผักไว้ก่อนเสมอ

วันนี้หมอจะมา "ตามหาจำเลยตัวจริง" ให้ฟังครับว่า ในชามก๋วยเตี๋ยวเนื้อชามนั้น ใครกันแน่คือตัวการที่ทำให้เก๊าท์กำเริบ ระหว่าง "ใบโหระพา" ที่ดูน่าสงสัย หรือ "เนื้อเปื่อยและน้ำซุป" ที่แสนอร่อย?

ไขปริศนา: ใบโหระพา ทำให้เก๊าท์กำเริบจริงไหม?

ขอตอบให้สบายใจตรงนี้เลยครับว่า "ใบโหระพา ไม่ใช่ตัวการที่ทำให้เก๊าท์กำเริบครับ"

ในทางการแพทย์ปัจจุบัน เรามีข้อมูลยืนยันว่า ผักส่วนใหญ่ แม้จะเป็นผักทอดยอด (เช่น ยอดตำลึง ยอดคะน้า) หรือผักที่มีกลิ่นฉุนอย่างโหระพา กะเพรา มีสาร "พิวรีน" (Purine) อยู่ก็จริง แต่เป็นพิวรีนจากพืช ซึ่งร่างกายกำจัดออกได้ง่าย และมีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือดน้อยมากเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์

แถมใบโหระพายังมีประโยชน์ ช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด และมีสารต้านอนุมูลอิสระด้วยครับ ดังนั้น ทานได้ครับ ไม่ต้องกลัว

แล้วใครคือ "ผู้ร้ายตัวจริง" ในชามก๋วยเตี๋ยว?

ถ้าโหระพาเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วทำไมคนไข้ถึงปวดข้อหลังกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ? จำเลยตัวจริงในคดีนี้มี 2 รายครับ:

1. เนื้อวัว (Red Meat):

เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ แกะ จัดเป็นเนื้อแดง ซึ่งมีสารพิวรีนสูงมากครับ การกินเนื้อสัตว์เหล่านี้ในปริมาณมาก คือปัจจัยกระตุ้นอันดับต้นๆ ที่ทำให้เก๊าท์กำเริบ

2. น้ำซุปก๋วยเตี๋ยว (The Silent Killer):

อันนี้น่ากลัวที่สุดครับ น้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูก เคี่ยวจากเนื้อเปื่อยเป็นเวลานานๆ สารพิวรีนจากไขกระดูกและเนื้อสัตว์จะละลายออกมาสะสมอยู่ในน้ำซุปจนเข้มข้นมาก

การซดน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเนื้อจนหมดชาม เท่ากับเราดื่มสารพิวรีนเข้มข้นเข้าไปเต็มๆ นี่แหละครับคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คืนนั้นคุณปวดข้อจนนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะใบโหระพาครับ

ทำความเข้าใจ "โรคเก๊าท์" กันอีกนิด

โรคเก๊าท์ เกิดจากการที่ร่างกายมี "กรดยูริก" (Uric Acid) ในเลือดสูงเกินไปเป็นเวลานาน จนกรดยูริกตกตะกอนกลายเป็นผลึกรูปร่างเหมือนเข็ม ไปทิ่มแทงอยู่ตามข้อต่างๆ โดยเฉพาะข้อนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และร้อน

กรดยูริกมาจากไหน?

  • 80% ร่างกายสร้างขึ้นเอง (จากความเสื่อมของเซลล์ หรือพันธุกรรม)
  • 20% มาจากอาหารที่กิน

แม้จะมาจากอาหารแค่ 20% แต่สำหรับคนที่เป็นเก๊าท์อยู่แล้ว อาหาร 20% นี้แหละครับที่เป็นตัว "จุดชนวน" ให้ระเบิดทำงาน

สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เก๊าท์กำเริบ (นอกจากเรื่องกิน)

นอกจาก ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เครื่องในสัตว์ และยอดผัก(ที่เป็นความเข้าใจผิด) แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นที่หลายคนมองข้าม แต่กระตุ้นให้ปวดได้รุนแรงพอๆ กันครับ:

1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โดยเฉพาะ "เบียร์" ครับ เพราะเบียร์มีพิวรีนสูงมาก และแอลกอฮอล์ยังไปขัดขวางไม่ให้ไตขับกรดยูริกออก ทำให้ยูริกคั่งในเลือดสูงปรี๊ด

2. เครื่องดื่มรสหวาน / น้ำอัดลม

น้ำตาลฟรุกโตสในน้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง หรือชานมไข่มุก จะไปเร่งการสร้างกรดยูริกในร่างกาย คนที่ไม่กินเหล้าแต่ติดหวาน ก็เป็นเก๊าท์ได้ครับ

3. ดื่มน้ำน้อย (ภาวะขาดน้ำ)

เมื่อร่างกายขาดน้ำ เลือดจะข้นขึ้น ความเข้มข้นของกรดยูริกจะสูงขึ้น ทำให้ตกตะกอนในข้อได้ง่ายขึ้น ใครที่ทำงานกลางแจ้ง เหงื่อออกเยอะ แล้วดื่มน้ำไม่พอ ต้องระวังครับ

4. การลดน้ำหนักแบบฮวบฮาบ

การอดอาหาร หรือทำ IF แบบหักโหม ร่างกายจะสลายไขมันและกล้ามเนื้อออกมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

5. ยาบางชนิด

ยาขับปัสสาวะ ยาแอสไพริน หรือยาลดความดันบางตัว อาจมีผลต่อการขับกรดยูริก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถ้ารู้สึกว่ายาที่กินทำให้ปวดข้อ

การตรวจและรักษา: ต้องทำอย่างไรเมื่อกำเริบ?

เมื่อมีอาการปวด บวม แดง ร้อนที่ข้อ (มักจะเป็นตอนกลางคืนหรือตื่นนอนตอนเช้า):

การตรวจวินิจฉัย:

หมอจะซักประวัติและตรวจดูข้อที่ปวด ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นเก๊าท์หรือข้อติดเชื้อ อาจต้องเจาะน้ำในข้อไปตรวจหาผลึกยูริก และเจาะเลือดดูค่าระดับกรดยูริก (แต่ช่วงปวดหนักๆ ค่าเลือดอาจจะไม่สูงก็ได้ครับ ต้องดูประกอบกัน)

แนวทางการรักษา:

  1. ระยะเฉียบพลัน (ปวดมาก): หมอจะให้ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) และยาโคลชิซิน (Colchicine) เพื่อหยุดอาการปวดให้เร็วที่สุด ข้อสำคัญ: ห้ามไปนวด ห้ามประคบร้อน เพราะจะยิ่งอักเสบ ให้ประคบเย็นได้ครับ

  2. ระยะยาว (ป้องกัน): เมื่อหายปวดแล้ว หากค่ากรดยูริกยังสูง หรือปวดบ่อย หมอจะให้ยา "ลดระดับกรดยูริก" เพื่อละลายผลึกเกลือที่สะสมอยู่ ยานี้ต้องกินต่อเนื่อง ห้ามหยุดเองเด็ดขาดครับ

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้เก๊าท์ไม่กลับมาเยี่ยม?

ข่าวดีคือ โรคเก๊าท์ "รักษาให้ใช้ชีวิตปกติได้" และ "หายปวดขาดได้" ถ้าคุมวินัยได้ดีครับ

1. เลือกกินให้ฉลาด:

  • ลดเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก (หนัง)
  • งดน้ำซุปกระดูกเข้มข้น กะปิ ปลาซาร์ดีน
  • กินได้: ไข่ไก่ นมจืด ปลาเนื้อขาว ผักทุกชนิด (รวมถึงโหระพา!) และผลไม้ที่ไม่หวานจัด

2. ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ:

ตั้งเป้าวันละ 2-3 ลิตร น้ำจะช่วยพากรดยูริกออกจากร่างกายทางปัสสาวะได้ดีที่สุดครับ

3. เลี่ยงหวาน เลี่ยงแอลกอฮอล์:

ลดน้ำอัดลม เบียร์ เหล้า จะช่วยลดความเสี่ยงได้เกินครึ่ง

4. อย่าหยุดยาเอง:

คนไข้ส่วนใหญ่พอหายปวดก็หยุดยา ทำให้กรดยูริกสะสมใหม่ จนเกิดก้อนปุ่มปมตามข้อ (Tophus) ซึ่งรักษายากกว่าเดิม

สรุปจากใจหมอ

คราวหน้าถ้าอยากทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ทานได้นะครับ แต่ขอให้ทานแต่พอดี เน้นทานเนื้อให้น้อยลง ไม่ต้องซดน้ำซุปจนหมดชาม และทานผักโหระพาแกล้มได้ตามสบายครับ

โรคเก๊าท์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเรารู้ทันสาเหตุที่แท้จริง และดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี คุณจะมีความสุขกับการทานอาหารอร่อยๆ ได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยอาการปวดข้อครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng

#โรคเก๊าท์ #ปวดข้อ #กรดยูริกสูง #อาหารแสลงเก๊าท์ #โหระพา #ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเข่า #ดูแลสุขภาพ #ข้ออักเสบ

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?