ไตเสื่อมระยะ 3 (GFR 34) แต่เก๊าท์กำเริบไม่หยุด! ทางออกของการรักษาที่ไม่ทำร้ายไต
ไตเสื่อมระยะ 3 (GFR 34) แต่เก๊าท์กำเริบไม่หยุด! ทางออกของการรักษาที่ไม่ทำร้ายไต
"หมอครับ พ่อผมเป็นเก๊าท์ ปวดบ่อยมาก เดือนละ 2 ครั้งเลยครับ แกแอบไปซื้อยาแก้ปวดชุดมากินเอง พอหายปวดก็หยุด แต่ล่าสุดไปตรวจเลือด หมอบอกว่าค่าไตแกแย่ลงเหลือแค่ 34% (GFR 34) ตอนนี้ไม่รู้จะทำยังไงครับ กินยาแก้ปวดก็กลัวไตพัง ไม่กินก็ปวดจนเดินไม่ได้"
นี่คือเสียงสะท้อนจากลูกชายของ "คุณลุงวิชัย" วัย 68 ปี ที่พาคุณพ่อมาหาหมอด้วยความกลุ้มใจ เรื่องราวนี้เป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการแพทย์ครับ คือภาวะ "หนีเสือปะจระเข้"
ด้านหนึ่งคือ "โรคเก๊าท์" ที่ปวดทรมานจนทนไม่ไหว อีกด้านหนึ่งคือ "โรคไตเรื้อรัง ระยะ 3 บี" (CKD Stage 3b) ที่เปราะบางมาก หากกินยาผิดเพียงนิดเดียว อาจนำไปสู่การฟอกไตได้เลย
สำหรับใครที่มีญาติผู้ใหญ่ หรือตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ อย่าเพิ่งหมดหวังครับ วันนี้หมอจะมาวางแผนการรักษาฉบับ "ถนอมไต ปราบเก๊าท์ให้อยู่หมัด" ให้ฟังครับ
ทำไม "เก๊าท์" กับ "โรคไต" ถึงชอบมาคู่กัน?
สองโรคนี้เปรียบเสมือนเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดครับ
- ไตเสื่อม ทำให้เป็นเก๊าท์: เมื่อไตทำงานได้น้อยลง (เช่น GFR เหลือ 34 จากเต็ม 100) ความสามารถในการขับกรดยูริกออกจากร่างกายก็ลดฮวบ ทำให้ยูริกคั่งในเลือดและตกตะกอนตามข้อได้ง่ายกว่าคนปกติหลายเท่า
- เก๊าท์ (และยารักษา) ทำให้ไตเสื่อม: ตัวผลึกยูริกเองก็ทำลายเนื้อไต และที่ร้ายกว่าคือ "ยาแก้ปวด" ที่คนไข้ชอบซื้อกินเอง เป็นตัวเร่งให้ไตพังเร็วยิ่งขึ้นครับ
ดังนั้น โจทย์ของเราคือ "ต้องหยุดปวด และ ลดกรดยูริก โดยที่ไตต้องไม่พังไปกว่าเดิม"
ข้อควรระวังอันดับ 1: หยุดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ทันที!
ถ้าท่านมีค่าการทำงานของไต (GFR) ต่ำกว่า 45-60 สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เคลียร์ตู้ยาครับ ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค, หรือยาชุดแก้เส้นต่างๆ) คือ "ของต้องห้าม" หรือควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดครับ
ทำไมต้องเลี่ยง? ยากลุ่มนี้จะไปบีบหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงทันที สำหรับคนปกติอาจไม่เป็นไร แต่สำหรับคนที่ GFR 34 ไตท่านปริ่มน้ำอยู่แล้ว การกินยาพวกนี้แม้เพียงไม่กี่เม็ด อาจทำให้เกิดภาวะ "ไตวายเฉียบพลัน" ได้เลยครับ
แล้วปวดขนาดนี้... ใช้อะไรแก้ปวดได้บ้าง?
เมื่ออาวุธหลักอย่าง NSAIDs ใช้ไม่ได้ หมอกระดูกและข้อจะใช้ "สูตรถนอมไต" ในการจัดการความปวดช่วงเก๊าท์กำเริบ ดังนี้ครับ:
1. ยาโคลชิซีน (Colchicine) "ขนาดต่ำ": ยาเม็ดเล็กๆ สีชมพูม่วงๆ ยังใช้ได้ครับ แต่ต้อง "ลดขนาดลง"
- ในคนไตปกติ อาจกินวันละ 2-3 เม็ด
- แต่ในคนไตเสื่อมระยะนี้ หมออาจให้กินแค่ วันละ 0.5 - 1 เม็ด เท่านั้น และห้ามกินสูตร "กินทุกชั่วโมงจนกว่าจะหายปวดหรือท้องเสีย" เด็ดขาด เพราะเสี่ยงพิษต่อกล้ามเนื้อและระบบประสาทครับ
2. ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Short-course Steroids): หลายคนกลัวสเตียรอยด์ แต่ในกรณีนี้ มันคือ "พระเอกขี่ม้าขาว" ครับ หากใช้ในระยะสั้นๆ (3-5 วัน) ภายใต้การดูแลของแพทย์ สเตียรอยด์จะช่วยลดการอักเสบได้ดีมาก โดย "ปลอดภัยต่อไต" มากกว่ายาแก้ปวด NSAIDs ครับ (หมออาจใช้แบบฉีดเข้าข้อ หรือแบบกินระยะสั้น)
3. การประคบเย็น: วิธีบ้านๆ แต่ได้ผลดีและปลอดภัยที่สุดต่อไต คือการใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวด ครั้งละ 15-20 นาที ช่วยลดการอักเสบได้ดีโดยไม่ต้องกินยาครับ
การรักษาที่ต้นเหตุ: ยาลดกรดยูริกตัวไหน "รอด" ในคนโรคไต?
เมื่อหายปวดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้มันกลับมาปวดอีก ด้วยการลดค่ากรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 mg/dL
แต่ด้วย GFR 34 ยาหลายตัวจะมีข้อจำกัดครับ:
- ❌ ยาเร่งการขับยูริก (Probenecid/Benzbromarone): กลุ่มนี้ "ใช้ไม่ได้ผล" ครับ เพราะไตเสื่อมจนขับไม่ออกแล้ว ขืนไปเร่งอาจเกิดนิ่วในไตเพิ่ม และทำให้ไตแย่ลงได้
- ⚠️ ยา Allopurinol: ยามาตรฐานตัวนี้ใช้ได้ครับ แต่ "ต้องปรับขนาดยาอย่างระมัดระวัง" เพราะยาขับออกทางไต ถ้าไตเสื่อม ยาจะคั่งในร่างกายนานขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรง (แพทย์ต้องคำนวณโดสให้เป๊ะๆ ตามค่า GFR)
✅ ทางเลือกใหม่: ยา Febuxostat ปัจจุบันมีกลุ่มยาใหม่ (Non-purine xanthine oxidase inhibitor) ซึ่งเด่นตรงที่ "การขับยาออกจากร่างกายส่วนใหญ่ผ่านทางตับ" ไม่ค่อยผ่านทางไต
- ทำให้ "ไม่ต้องปรับขนาดยามาก" ในคนไข้ไตเสื่อมระดับปานกลาง (GFR 30-60)
- มีประสิทธิภาพในการลดกรดยูริกได้ดีและรวดเร็ว
- ข้อควรระวัง: แพทย์จะต้องซักประวัติเรื่อง "โรคหัวใจ" ก่อนจ่ายยาเสมอ เพราะอาจมีความเสี่ยงในคนไข้โรคหัวใจบางกลุ่มครับ
ภารกิจดูแลตัวเอง: กินอยู่อย่างไร ให้ไตไม่พัง?
นอกจากการใช้ยาที่ปรับโดยแพทย์แล้ว การดูแลตัวเองที่บ้านสำคัญมากครับ
- น้ำเปล่าคือยาวิเศษ: (ถ้าหมอไตไม่ได้สั่งจำกัดน้ำ) การดื่มน้ำให้เพียงพอ 2-2.5 ลิตร จะช่วยเจือจางกรดยูริกและช่วยพยุงการทำงานของไตครับ
- เลี่ยง "น้ำตาลฟรุกโตส" เด็ดขาด: น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง เป็นตัวการร้ายที่ทำให้ยูริกพุ่งและไตทำงานหนัก ควรดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด
- โปรตีนคุณภาพดี: ไม่ต้องงดโปรตีนจนขาดสารอาหาร ให้เน้น "ไข่ขาว" และ "ปลา" หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์และเนื้อแดงแปรรูป เพื่อลดภาระของเสียในไต
สรุป: ไตไม่ดี ก็หายปวดเก๊าท์ได้ ถ้าวางแผนถูก
กลับมาที่เคสของคุณลุงวิชัย หมอได้ทำการปรับยาใหม่ทั้งหมด
- หยุด ยาแก้ปวดชุด NSAIDs ทั้งหมดทันที
- ช่วงปวด: ใช้การฉีดยาสเตียรอยด์ลดอักเสบเข้าข้อ (ปลอดภัยต่อไต) + ประคบเย็น
- ระยะยาว: เริ่มยา Febuxostat เพื่อคุมระดับกรดยูริก โดยติดตามค่าตับและหัวใจ
ผ่านไป 3 เดือน คุณลุงวิชัยไม่มีอาการปวดเก๊าท์กำเริบเลย เดินเหินได้คล่อง และที่สำคัญ ค่าไต (GFR) ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 34 เป็น 38 เพราะไตไม่ต้องรับภาระจากยาแก้ปวดพิษอีกต่อไป
หมอขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่มีภาวะไตเสื่อมและเป็นเก๊าท์นะครับ โรคนี้ซับซ้อน แต่รักษาได้ "อย่าซื้อยากินเอง" คือกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับค่าไตของท่าน แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีจะกลับคืนมาครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เก๊าท์ #โรคไตเสื่อม #GFRลดลง #รักษาเก๊าท์ในคนโรคไต #Febuxostat #ยาแก้ปวดทำลายไต #Allopurinol #หมอเก่งกระดูกและข้อ #หมอเก่งเชียงใหม่ #ปวดข้อในผู้สูงอายุ
เอกสารอ้างอิง (References)
- Vargas-Santos AB, Neogi T. Management of Gout and Hyperuricemia in CKD. Am J Kidney Dis. 2017;70(3):422-39.
- Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42.
- Jutabha P, Anzai N, Kitamura K, et al. Human sodium phosphate transporter 4 (hNPT4/SLC17A3) as a common renal secretory pathway for drugs and urate. J Biol Chem. 2010;285(45):35123-32.
- White WB, Saag KG, Becker MA, et al. Cardiovascular Safety of Febuxostat or Allopurinol in Patients with Gout. N Engl J Med. 2018;378(13):1200-10.
- Neilson J, Bonventre JV, Spain D, et al. KDIGO clinical practice guideline for acute kidney injury. Kidney Int Suppl. 2012;2:1-138. (Section on NSAID avoidance).
Comments
Post a Comment