เราจะรู้ยังไงว่าเป็นเก๊าท์?
เราจะรู้ยังไงว่าเป็นเก๊าท์?
โพสต์นี้จะพาทุกคนไปรู้จักอาการเก๊าท์และวิธีสังเกตเบื้องต้นเพื่อช่วยให้คุณดูแลสุขภาพตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
โรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของกรดยูริก (uric acid) ในร่างกาย โดยกรดยูริกนี้เกิดจากการย่อยสลายสารที่เรียกว่า “พิวรีน” ซึ่งพบได้ในอาหารหลายประเภท เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยปกติแล้วร่างกายจะกำจัดกรดยูริกส่วนเกินออกทางปัสสาวะ แต่ในบางกรณีที่กรดยูริกในเลือดสูงเกินไป อาจทำให้เกิดการสะสมเป็นผลึกยูริกตามข้อ ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบและเจ็บปวดที่เรียกว่า “โรคเก๊าท์”
สัญญาณและอาการของโรคเก๊าท์
การรู้จักอาการของโรคเก๊าท์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสังเกตได้เร็วขึ้น ซึ่งอาการของเก๊าท์จะมีลักษณะเฉพาะดังนี้:
1. ปวดข้อแบบฉับพลันและรุนแรง
อาการเก๊าท์มักเริ่มด้วยการปวดข้ออย่างกะทันหันและรุนแรง โดยเฉพาะที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า แต่อาจเกิดที่ข้ออื่น ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า หรือข้อศอก อาการปวดนี้มักจะรุนแรงจนบางครั้งทำให้คุณแทบจะขยับข้อไม่ได้
2. ข้อต่อบวม แดง และร้อน
เมื่ออาการเก๊าท์เริ่มเกิด ข้อต่อที่อักเสบจะมีลักษณะบวม แดง และรู้สึกร้อนบริเวณนั้น หากสัมผัสจะรู้สึกเจ็บและอาจมีอาการคันที่ผิวหนังรอบ ๆ ข้อต่อ
3. อาการเจ็บจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งตอนกลางคืน
อาการเก๊าท์มักเกิดขึ้นกลางดึก ทำให้คุณตื่นกลางคืนเพราะความเจ็บปวด บางคนอาจรู้สึกปวดและเจ็บนานถึงหลายชั่วโมง และอาการจะเริ่มทุเลาลงในตอนเช้า
4. มีอาการปวดซ้ำในตำแหน่งเดิม
ผู้ป่วยเก๊าท์ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดซ้ำ ๆ ในข้อที่เคยมีการอักเสบมาก่อน หากอาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดการสะสมของผลึกยูริกมากขึ้นและเกิดการอักเสบที่ข้อเดิมอีกครั้ง
5. มีอาการขยับข้อได้ลำบาก
เมื่อเก๊าท์เป็นในระยะที่รุนแรง อาจทำให้การเคลื่อนไหวข้อลำบาก เนื่องจากการอักเสบที่ทำให้ข้อต่อแข็งตัวและยากต่อการเคลื่อนไหว
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเก๊าท์
การรู้จักปัจจัยเสี่ยงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคเก๊าท์ ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยมีดังนี้:
• พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเก๊าท์ คุณก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นเช่นกัน
• การบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง: เช่น เนื้อสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล และแอลกอฮอล์
• โรคประจำตัว: เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกในเลือด
• การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้กรดยูริกสะสมในร่างกายมากขึ้น
วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคเก๊าท์
หากคุณสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นเก๊าท์ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยแพทย์จะใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น:
1. ตรวจเลือด - ตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเพื่อดูว่ามีการสะสมของกรดยูริกที่มากเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การมีกรดยูริกสูงไม่ได้แปลว่าเป็นเก๊าท์เสมอไป
2. ตรวจปัสสาวะ - การตรวจเพื่อดูว่าร่างกายขับกรดยูริกได้ดีเพียงใด
3. เจาะน้ำในข้อ - หากมีอาการอักเสบที่ข้อ แพทย์อาจทำการเจาะเอาน้ำในข้อออกมาตรวจเพื่อดูว่ามีผลึกยูริกสะสมหรือไม่
4. เอกซเรย์ - เพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงในกระดูกและข้อต่อที่อาจเกิดจากเก๊าท์หรือไม่
การป้องกันและการดูแลตัวเองเมื่อเป็นเก๊าท์
หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเก๊าท์หรือมีความเสี่ยง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:
• ควบคุมอาหาร: หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง และลดการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ที่มีพิวรีนสูง
• ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย และลดความเสี่ยงในการเกิดการสะสม
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเก๊าท์ แต่ควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่ทำให้ข้อเครียดเกินไป
• ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์: หากมีการสั่งยาเพื่อลดระดับกรดยูริก ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
การรักษาเมื่อเป็นโรคเก๊าท์
การรักษาโรคเก๊าท์มีเป้าหมายเพื่อลดการอักเสบและควบคุมระดับกรดยูริก แพทย์อาจสั่งยาเช่น:
• ยาต้านอักเสบ: เพื่อลดอาการปวดและบวมที่ข้อต่อ
• ยาโคลชิซิน (Colchicine): ช่วยลดการอักเสบในกรณีที่อาการเก๊าท์กำเริบ
• ยาลดกรดยูริก: เช่น อัลโลพูรินอล (Allopurinol) ที่ช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือด
สรุป
โรคเก๊าท์เป็นภาวะที่เกิดจากการสะสมของกรดยูริกในข้อต่อ ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดและอักเสบที่รุนแรง หากคุณมีอาการปวดข้อที่ฉับพลัน บวม แดง และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณของโรคเก๊าท์ การตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย
https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru
Comments
Post a Comment