เคยกรดยูริกสูง พอข้อบวมเลยซื้อยาเก๊าท์กินเอง อาจพลาดสิ่งที่อันตรายกว่า
เคยได้ยินไหมครับ ว่าข้อบวมแดงร้อน เดินลงน้ำหนักไม่ได้ ต้องเป็นเก๊าท์แน่ ๆ
ยิ่งถ้าเคยตรวจเจอกรดยูริกสูงมาก่อน หลายคนยิ่งมั่นใจ
ผู้ชายคนหนึ่งวัยสามสิบห้า ปวดข้อเท้าบวมแดงมาสองวัน เดินลงน้ำหนักไม่ได้เลย
เขาเคยตรวจเจอกรดยูริกสูง เลยคิดว่าเก๊าท์กำเริบแน่ ๆ ไปซื้อยาแก้ปวดมากินเอง
แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น เริ่มมีไข้ต่ำ ๆ ข้อยิ่งร้อนขึ้น
ความจริงที่หลายคนไม่รู้ คือข้อเดียวที่บวมแดงเฉียบพลันแบบนี้ มีอีกโรคหนึ่งที่หน้าตาเหมือนเก๊าท์มาก แต่อันตรายกว่ามาก
บทความนี้จะเล่าให้ฟังว่าทำไมหมอถึงไม่รีบสรุป และคุณควรสังเกตอะไรก่อนจะกินยาเอง
――――――――――――――――――――――――
เคยกรดยูริกสูง พอข้อบวมเลยซื้อยาเก๊าท์กินเอง อาจพลาดสิ่งที่อันตรายกว่า
――――――――――――――――――――――――
ลองนึกภาพตามนะครับ
เช้าวันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วข้อเท้าบวมแดง ร้อนผ่าว แตะนิดเดียวก็เจ็บจนสะดุ้ง ลองวางเท้าลงพื้นเพื่อจะเดิน แต่เจ็บจนต้องยกขึ้นทันที
กว่าจะเข้าห้องน้ำได้ก็ต้องเกาะผนังกระเผลก ใส่รองเท้าข้างนั้นไม่ได้เลย ขับรถไปทำงานก็ลำบากเพราะเหยียบคันเร่งแล้วเจ็บ
นี่คือภาพที่คนเป็นโรคเก๊าท์กำเริบเจอกันบ่อย ๆ ครับ
ชายวัยสามสิบห้าปีคนนี้ เจอแบบนี้พอดี
เขาเคยตรวจสุขภาพประจำปีแล้วหมอบอกว่ากรดยูริกในเลือดสูง พอข้อเท้าบวมแดงขึ้นมา เขาก็มั่นใจเลยว่าเก๊าท์กำเริบ ไปซื้อยาแก้ปวดที่ร้านยามากินเอง คิดว่าเดี๋ยวก็หาย
แต่ผ่านไปสองวัน อาการไม่ดีขึ้น ข้อยิ่งบวม เริ่มมีไข้ต่ำ ๆ ตอนนั้นเขาเริ่มลังเล ว่าจะทนต่อ หรือจะไปหาหมอดี
สุดท้ายเขาตัดสินใจมาตรวจ และนั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ
――――――――――――――――――――――――
หลายคนอาจไม่รู้ว่า อาการข้อบวมแดงเฉียบพลันแบบนี้ ไม่ได้มีแค่เก๊าท์อย่างเดียว
ผมขอเล่าแบบเข้าใจง่าย ๆ ก่อนนะครับ
โรคเก๊าท์ (Gout) เกิดจากการที่ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน
กรดยูริกเป็นของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายสารชนิดหนึ่งในร่างกายและในอาหารบางอย่าง ปกติไตจะขับออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าร่างกายสร้างมากเกินไป หรือไตขับออกได้ไม่ดี กรดยูริกก็จะค้างอยู่ในเลือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วทำไมถึงเกิดอาการปวดได้
เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงนานพอ มันจะค่อย ๆ ตกตะกอนกลายเป็นผลึกเล็ก ๆ คล้ายเข็มแหลม ไปสะสมอยู่ตามข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อที่อยู่ปลายสุดและเย็นกว่าส่วนอื่น เช่น นิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า
ลองนึกภาพว่ามีเศษแก้วเล็ก ๆ ไปกองอยู่ในข้อ วันดีคืนดีร่างกายเกิดไปกระตุ้นผลึกพวกนี้เข้า เช่น ดื่มเหล้า กินอาหารบางอย่างมาก หรือร่างกายขาดน้ำ ระบบภูมิคุ้มกันจะเข้าใจผิดว่าผลึกพวกนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เลยส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมารุมโจมตี
ผลที่ตามมาคือการอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน ข้อจึงบวม แดง ร้อน และปวดมากภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า "เก๊าท์กำเริบ"
แต่จุดสำคัญที่สุดที่อยากให้จำคือ มีอีกโรคหนึ่งที่ทำให้ข้อบวมแดงร้อนเฉียบพลันแบบเดียวกันเป๊ะ นั่นคือ "ข้อติดเชื้อ" (Septic arthritis) ซึ่งคือการที่มีเชื้อโรคเข้าไปในข้อ
โรคนี้อันตรายมาก เพราะถ้าปล่อยไว้ เชื้อจะทำลายข้อถาวรภายในไม่กี่วัน และอาจลามเข้ากระแสเลือดจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และที่น่ากลัวคือมันหน้าตาเหมือนเก๊าท์มากจนแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่หมอจะไม่รีบสรุปว่าเป็นเก๊าท์ทันที โดยเฉพาะเมื่อข้อบวมข้อเดียวและลงน้ำหนักไม่ได้
――――――――――――――――――――――――
ความรู้พื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับเก๊าท์
เก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบที่พบบ่อยที่สุดชนิดหนึ่ง มักเป็นในผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป แต่ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนก็เป็นได้
สาเหตุหลักคือกรดยูริกในเลือดสูงเรื้อรัง ซึ่งเกิดได้จากทั้งพันธุกรรม อาหาร และการทำงานของไต
อาการที่พบบ่อยมีดังนี้
• ปวดข้อเฉียบพลันรุนแรง มักเริ่มกลางดึกหรือเช้ามืด
• ข้อบวม แดง ร้อน กดเจ็บมาก
• มักเป็นทีละข้อ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า
• อาการรุนแรงสุดภายในหนึ่งถึงสองวันแรก
• ถ้าไม่รักษา อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่จะกลับมาเป็นซ้ำ และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
――――――――――――――――――――――――
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นเก๊าท์หรือกระตุ้นให้กำเริบ
[1] มีกรดยูริกในเลือดสูง ไม่ว่าจะจากพันธุกรรมหรือการกินอาหาร
[2] ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยเฉพาะเบียร์
[3] กินอาหารที่มีสารพิวรีนสูงบ่อย เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด น้ำซุปเข้มข้น
[4] น้ำหนักเกิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไต
[5] ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะบางตัว
――――――――――――――――――――――――
หมอวินิจฉัยอย่างไร ทำไมต้องตรวจให้แน่ใจก่อน
การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะอย่างที่บอกไปว่าเก๊าท์กับข้อติดเชื้อหน้าตาเหมือนกันมาก
[1] ซักประวัติ หมอจะถามว่าปวดมานานเท่าไร เคยเป็นมาก่อนไหม มีไข้หรือไม่ เคยมีกรดยูริกสูงไหม มีโรคประจำตัวอะไร
[2] ตรวจร่างกาย ดูว่าข้อไหนบวม แดง ร้อนแค่ไหน มีบาดแผลใกล้ข้อไหม มีไข้ไหม
[3] เจาะน้ำในข้อมาตรวจ นี่คือการตรวจที่สำคัญที่สุดในการแยกเก๊าท์ออกจากข้อติดเชื้อ หมอจะใช้เข็มดูดน้ำในข้อออกมาส่องดูว่ามีผลึกกรดยูริกหรือไม่ และตรวจหาเชื้อโรค
[4] ตรวจเลือด ดูระดับกรดยูริก และดูค่าการอักเสบ แต่ต้องเข้าใจว่าระดับกรดยูริกในเลือดขณะปวดอาจปกติได้ จึงใช้ยืนยันโรคเพียงอย่างเดียวไม่ได้
[5] เอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยดูสภาพข้อและการสะสมของผลึก ในบางกรณีอัลตราซาวด์ช่วยให้เห็นผลึกที่เกาะอยู่ในข้อได้
จะเห็นว่าการเจาะน้ำในข้อมาตรวจเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้หมอมั่นใจได้ว่าเป็นเก๊าท์จริง ไม่ใช่ข้อติดเชื้อที่ต้องรักษาคนละแบบโดยสิ้นเชิง
――――――――――――――――――――――――
แนวทางการรักษาเก๊าท์กำเริบ ตามหลักการแพทย์สากล
เป้าหมายของการรักษาช่วงกำเริบคือลดการอักเสบและความปวดให้เร็วที่สุด แล้วจึงวางแผนป้องกันระยะยาว
การดูแลเบื้องต้นที่ทำได้เอง
• พักข้อที่ปวด ยกให้สูง
• ประคบเย็นบริเวณข้อที่อักเสบ ช่วยลดปวดได้
• ดื่มน้ำให้เพียงพอ งดแอลกอฮอล์
การรักษาด้วยยา ตามแนวทางของสมาคมรูมาติสซั่มแห่งสหรัฐอเมริกา ปี 2020 (American College of Rheumatology 2020) แพทย์จะเลือกยาต้านการอักเสบกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจากสามกลุ่มหลัก โดยพิจารณาจากโรคประจำตัวของแต่ละคน
• ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
• ยาโคลชิซีน ซึ่งแนวทางแนะนำให้ใช้ขนาดต่ำ เพราะได้ผลดีพอกันกับขนาดสูงแต่ผลข้างเคียงน้อยกว่า
• ยาสเตียรอยด์ ทั้งชนิดกินและชนิดฉีด สำหรับคนที่ใช้ยากลุ่มอื่นไม่ได้
ในกรณีที่อักเสบเพียงหนึ่งถึงสองข้อ และกินยาไม่สะดวกหรือมีข้อจำกัด การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อโดยตรงเป็นทางเลือกหนึ่งที่แนวทางยอมรับ การใช้อัลตราซาวด์ช่วยนำเข็มขณะฉีดมีข้อดีคือไม่มีรังสี เห็นตำแหน่งขณะทำได้จริง และทำในคลินิกได้ แต่การเลือกวิธีฉีดขึ้นกับบริบทของแต่ละข้อและแต่ละคน
การรักษาระยะยาวเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
หัวใจสำคัญที่หลายคนไม่รู้ คือการรักษาเก๊าท์ไม่ได้จบแค่ตอนหายปวด แต่ต้องลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลงในระยะยาว เพื่อค่อย ๆ ละลายผลึกที่สะสมอยู่ออกไป
แนวทางสากลแนะนำให้คุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยใช้ยาลดกรดยูริกที่เริ่มจากขนาดต่ำแล้วค่อย ๆ ปรับขึ้น พร้อมกับติดตามค่าเลือดเป็นระยะ การดูแลตัวเองให้แข็งแรง คุมอาหาร และกินยาสม่ำเสมอ คือการลงทุนเพื่อให้เราใช้ข้อต่อไปได้อีกนาน เพื่อตัวเราเองและคนที่เรารัก
――――――――――――――――――――――――
เก๊าท์หายได้ไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
ข่าวดีคือเก๊าท์เป็นโรคที่ควบคุมได้ดีมากถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องครับ
อาการกำเริบแต่ละครั้ง ถ้ารักษาเร็วมักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน และถ้าคุมระดับกรดยูริกได้ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ผลึกที่สะสมจะค่อย ๆ ละลายไป ทำให้การกำเริบห่างออกและน้อยลงเรื่อย ๆ
แต่ถ้าปล่อยให้กรดยูริกสูงต่อไป การกำเริบจะถี่ขึ้น และผลึกจะสะสมจนเกิดเป็นก้อนตามข้อ ทำให้ข้อเสียหายถาวรได้
――――――――――――――――――――――――
ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น
• การกำเริบจะถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
• เกิดก้อนผลึกกรดยูริกสะสมตามข้อและเนื้อเยื่อ ทำให้ข้อผิดรูป
• ข้อถูกทำลายถาวร จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน
• เพิ่มความเสี่ยงต่อนิ่วในไตและโรคไตเรื้อรัง
ที่สำคัญ หากเป็นข้อติดเชื้อแต่เข้าใจผิดว่าเป็นเก๊าท์ การรักษาช้าจะทำให้ข้อพังถาวรและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต นี่คือเหตุผลที่การวินิจฉัยให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก
――――――――――――――――――――――――
วิธีป้องกันไม่ให้เก๊าท์กำเริบ
[1] คุมอาหาร ลดเครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด และน้ำซุปเข้มข้น
[2] งดหรือลดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
[3] ดื่มน้ำให้เพียงพอทุกวัน
[4] ควบคุมน้ำหนัก และดูแลโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน
[5] กินยาลดกรดยูริกตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ และตรวจระดับกรดยูริกตามนัด
――――――――――――――――――――――――
คำถามที่คนไข้ถามบ่อย
ถาม กรดยูริกในเลือดปกติ แปลว่าไม่ใช่เก๊าท์ใช่ไหม
ตอบ ไม่เสมอไปครับ ในช่วงที่ข้อกำลังอักเสบ ระดับกรดยูริกในเลือดอาจตกลงมาปกติได้ จึงใช้ค่านี้อย่างเดียวมาตัดสินไม่ได้ ต้องดูอาการและการตรวจอื่นร่วมด้วย
ถาม ข้อบวมแดงร้อน กินยาแก้ปวดเองก่อนได้ไหม
ตอบ ถ้าเป็นข้อเดียวบวมแดงเฉียบพลันและลงน้ำหนักไม่ได้ โดยเฉพาะถ้ามีไข้ร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ก่อนครับ เพราะอาจไม่ใช่เก๊าท์ แต่เป็นข้อติดเชื้อที่ต้องรักษาคนละแบบ การกินยาเองอาจทำให้กว่าจะรู้ว่าผิดก็สายเกินไป
ถาม หายปวดแล้วต้องกินยาต่อไหม
ตอบ ยาแก้อักเสบช่วงปวดหยุดได้เมื่อหายปวด แต่ยาลดกรดยูริกสำหรับป้องกันระยะยาวต้องกินต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง การหยุดเองเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับมากำเริบบ่อยที่สุด
ถาม เก๊าท์รักษาให้หายขาดได้ไหม
ตอบ แม้จะไม่หายขาดในความหมายว่าหยุดยาแล้วไม่กลับมา แต่ถ้าคุมกรดยูริกได้ดีต่อเนื่อง สามารถทำให้แทบไม่กำเริบและใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ
――――――――――――――――――――――――
สรุปสิ่งที่ควรจำ
[1] ข้อบวมแดงร้อนเฉียบพลันลงน้ำหนักไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นเก๊าท์เสมอไป โดยเฉพาะถ้ามีไข้
[2] มีโรคข้อติดเชื้อที่หน้าตาเหมือนเก๊าท์มาก แต่อันตรายกว่ามาก จึงไม่ควรสรุปเองและซื้อยากินเอง
[3] การเจาะน้ำในข้อมาตรวจ คือการตรวจที่ช่วยแยกสองโรคนี้ออกจากกันได้แน่นอนที่สุด
[4] การรักษาเก๊าท์กำเริบมียาหลายกลุ่มให้เลือกตามโรคประจำตัว แต่หัวใจระยะยาวคือคุมกรดยูริกให้ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
[5] คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ การมาตรวจให้แน่ใจตั้งแต่ต้น คือการดูแลข้อของคุณให้ใช้ได้ไปอีกนาน
――――――――――――――――――――――――
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
――――――――――――――――――――――――
#เก๊าท์ #โรคเก๊าท์ #กรดยูริกสูง #ปวดข้อ #ข้อบวมแดง #ปวดข้อเท้า #ข้ออักเสบ #ข้อติดเชื้อ #ดูแลข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #gout #goutflare #jointpain #uricacid
Comments
Post a Comment