ทำไมก้อนแข็งตามข้อมือ ข้อศอก ในคนเป็นเก๊าท์ ถึงยุบได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

 



คลำเจอก้อนแข็งๆ ที่ข้อศอก ขึ้นที่ข้อมือขวา แล้วก็ที่ข้อเท้าอีกข้าง ไม่ค่อยเจ็บ แต่มันโตขึ้นเรื่อยๆ

คุณสมชาย อายุ 64 ปี เป็นเก๊าท์มาสิบกว่าปี กินยาเฉพาะตอนปวด พอหายปวดก็หยุดยา จนก้อนเริ่มขึ้นเต็มข้อ และนึกว่าต้องผ่าตัดออกทุกก้อน

แต่ความจริงแล้วก้อนพวกนี้ "ละลายได้" ด้วยการคุมกรดยูริกให้ถึงเป้า บทความนี้จะอธิบายว่าทำไม และทำได้จริงอย่างไรครับ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมก้อนแข็งตามข้อมือ ข้อศอก ในคนเป็นเก๊าท์ ถึงยุบได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

หลายคนที่เป็นเก๊าท์มานาน วันหนึ่งจะเริ่มคลำเจอก้อนแข็งๆ ขึ้นตามข้อ ตามนิ้ว ตามข้อศอก บางคนตกใจคิดว่าเป็นเนื้องอก บางคนคิดว่าต้องผ่าตัดเอาออกให้หมด

ความจริงคือก้อนพวกนี้ไม่ใช่เนื้อร้าย และในเกือบทุกกรณีก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการผ่าตัด เพราะมันเกิดจากสิ่งที่เรา "ควบคุมได้" นั่นคือระดับกรดยูริกในเลือดที่สูงเกินไปนานหลายปี เมื่อเราคุมต้นเหตุได้ ก้อนก็ค่อยๆ ยุบลงได้เอง

ก้อนแข็งนี้คือ "ก้อนโทฟัส" และมันคือผลึกกรดยูริกที่สะสมมานาน

ในคนที่มีกรดยูริกในเลือดสูงต่อเนื่อง กรดยูริกที่ละลายอยู่ในเลือดจะค่อยๆ ตกตะกอนกลายเป็นผลึกเล็กๆ คล้ายเกล็ดน้ำตาลที่ละลายไม่หมดในแก้วน้ำ แล้วตกลงไปกองอยู่ก้นแก้ว

ผลึกพวกนี้ชอบไปสะสมตามที่ที่อุณหภูมิเย็นกว่าและการไหลเวียนน้อยกว่า เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อศอก ข้อเท้า และใบหู เมื่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จับตัวกันเป็นก้อนแข็งที่เราคลำได้ ก้อนนี้เรียกว่า "ก้อนโทฟัส" (Tophus)

ทำไมถึงเกิด เพราะกรดยูริกสูงนานหลายปีโดยไม่ได้คุมให้ถึงเป้า เกิดทีละขั้นอย่างไร เริ่มจากกรดยูริกสูง ผลึกตกตะกอน สะสมตามข้อ จับเป็นก้อน และทำไมอาการจึงเป็นแบบนี้ เพราะร่างกายมองผลึกพวกนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงส่งเม็ดเลือดขาวมาโจมตี เกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน เป็นพักๆ และเมื่อผลึกกัดกร่อนกระดูกและข้อไปเรื่อยๆ ข้อก็ค่อยๆ เสียรูปและใช้งานได้น้อยลง

ความรู้พื้นฐานเรื่องเก๊าท์ที่มีก้อนโทฟัส

เก๊าท์ (Gout) คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากผลึกกรดยูริก เริ่มแรกมักเป็นการปวดข้อเฉียบพลันเป็นพักๆ โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า แต่ถ้าปล่อยให้กรดยูริกสูงต่อเนื่องโดยไม่คุม โรคจะค่อยๆ พัฒนาเข้าสู่ระยะที่มีก้อนโทฟัสและข้อเริ่มถูกทำลาย

สาเหตุหลักคือร่างกายมีกรดยูริกมากเกินไป อาจเพราะร่างกายสร้างมากเกิน หรือขับออกทางไตได้น้อยลง หรือทั้งสองอย่างรวมกัน อาการที่พบคือก้อนแข็งตามข้อ ข้ออักเสบซ้ำๆ และเมื่อเป็นมากก้อนอาจแตกเป็นแผล มีสารคล้ายชอล์กสีขาวไหลออกมา ซึ่งก็คือผลึกกรดยูริกนั่นเอง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กรดยูริกสูงและเกิดก้อนโทฟัส

• เป็นเก๊าท์มานานหลายปีโดยไม่ได้คุมกรดยูริกให้ถึงเป้า

• กินยาลดกรดยูริกไม่ต่อเนื่อง หรือกินเฉพาะตอนปวดแล้วหยุด

• ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยเฉพาะเบียร์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง

• กินอาหารที่มีสารพิวรีนสูงมากเป็นประจำ เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผัก น้ำต้มกระดูกเข้มข้น

• มีโรคไตเรื้อรัง น้ำหนักเกิน หรือใช้ยาบางชนิดที่ทำให้ขับกรดยูริกได้น้อยลง

การวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติการปวดข้อและประวัติเก๊าท์ ตรวจร่างกายดูตำแหน่งและลักษณะของก้อน จากนั้นเจาะเลือดดูระดับกรดยูริก และดูการทำงานของไต

การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวด์ (Ultrasound) มีประโยชน์มากในการช่วยวินิจฉัย เพราะช่วยให้เห็นผลึกกรดยูริกที่เกาะอยู่ตามผิวข้อ และเห็นก้อนโทฟัสที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้ยืนยันได้ว่าก้อนนั้นเกิดจากเก๊าท์จริง ไม่ใช่ก้อนชนิดอื่น

ในบางกรณีแพทย์อาจส่งเอกซเรย์เพื่อดูว่าข้อถูกผลึกกัดกร่อนไปแล้วมากน้อยแค่ไหน วิธีที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันคือการดูดเอาผลึกจากข้อหรือจากก้อนไปส่องกล้องตรวจ ซึ่งจะเห็นผลึกกรดยูริกได้ชัดเจน

แนวทางรักษา จากเบาไปหนัก

หัวใจสำคัญที่สุดของการรักษา ไม่ใช่การกำจัดก้อน แต่คือการดูแลตัวเองให้กรดยูริกลงมาถึงเป้าและอยู่ตรงนั้นไปนานๆ เพื่อให้ผลึกที่สะสมอยู่ค่อยๆ ละลายออก คนที่ทำได้ดีคือคนที่ได้เห็นก้อนของตัวเองค่อยๆ เล็กลงและหยุดปวดข้อซ้ำๆ

[1] ปรับพฤติกรรม ลดแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์ ลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ควบคุมน้ำหนัก และดื่มน้ำให้เพียงพอ ส่วนนี้ช่วยเสริม แต่ลำพังพฤติกรรมอย่างเดียวมักไม่พอที่จะละลายก้อนที่สะสมมานานแล้ว

[2] กินยาลดกรดยูริก (Urate-Lowering Therapy) อย่างต่อเนื่อง นี่คือตัวหลักที่ทำให้ก้อนยุบ ยากลุ่มแรกที่ใช้บ่อยที่สุดคือ อัลโลพูรินอล โดยเริ่มจากขนาดน้อยแล้วค่อยๆ ปรับขึ้นจนกรดยูริกถึงเป้า

[3] ตรวจยีนก่อนเริ่มยาในคนไทย คนไทยมีโอกาสแพ้ยาอัลโลพูรินอลแบบรุนแรงทางผิวหนังมากกว่าหลายเชื้อชาติ แพทย์จึงอาจแนะนำตรวจยีนที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มยา เพื่อความปลอดภัย ถ้าตรวจพบความเสี่ยงก็เปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นได้

[4] ป้องกันการปวดกำเริบช่วงเริ่มยา ในช่วงแรกที่กรดยูริกเริ่มลดลง ผลึกที่สะสมจะถูกปลดปล่อยออกมาทำให้ปวดกำเริบได้ แพทย์จึงมักให้ยาป้องกันการอักเสบขนาดต่ำ เช่น โคลชิซิน ควบคู่ไปในช่วงแรกหลายเดือน และสิ่งสำคัญคือ "ห้ามหยุดยาลดกรดยูริกเองเวลาปวด"

[5] กรณีก้อนใหญ่มากหรือดื้อต่อยา มียาฉีดเฉพาะทางที่ช่วยลดกรดยูริกได้แรงและเร็วสำหรับคนที่มีก้อนสะสมมาก ส่วนการผ่าตัดเอาก้อนออกจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่ก้อนกดเส้นประสาท ขัดการใช้งาน ติดเชื้อ หรือแตกเป็นแผล ไม่ใช่การรักษาหลัก

ส่วนการฉีดยาเข้าข้อภายใต้อัลตราซาวด์ มีบทบาทช่วย "ระงับการอักเสบเฉียบพลัน" ของข้อที่กำลังปวดบวมเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ก้อนโทฟัสละลาย การละลายก้อนต้องอาศัยการคุมกรดยูริกอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก

พยากรณ์โรค

ข่าวดีคือเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบไม่กี่ชนิดที่ "ควบคุมให้สงบได้จริง" ถ้าคุมกรดยูริกให้ต่ำกว่าเป้าและรักษาระดับนั้นไว้ได้นานพอ ก้อนโทฟัสจะค่อยๆ เล็กลงและหายไปได้ ใช้เวลาเป็นเดือนถึงเป็นปีขึ้นกับขนาดก้อน ยิ่งคุมกรดยูริกได้ต่ำ ก้อนยิ่งยุบเร็ว

แต่ถ้าหยุดยาเมื่อไหร่ กรดยูริกจะกลับขึ้นสูง และผลึกก็จะกลับมาสะสมใหม่ จึงต้องเข้าใจว่านี่คือการดูแลระยะยาว ไม่ใช่กินยาเป็นคอร์สแล้วหยุด

ภาวะแทรกซ้อนหากไม่รักษา

ถ้าปล่อยให้กรดยูริกสูงต่อเนื่อง ผลึกจะกัดกร่อนกระดูกและข้อจนข้อเสียรูป ผิดรูป และใช้งานได้น้อยลงอย่างถาวร ก้อนโทฟัสอาจโตจนแตกเป็นแผล ติดเชื้อ และหายยาก นอกจากนี้กรดยูริกที่สูงนานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อนิ่วในไตและการทำงานของไตที่แย่ลง การรักษาแต่เนิ่นๆ จึงช่วยรักษาข้อและไตเอาไว้ได้

วิธีป้องกัน

• กินยาลดกรดยูริกตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดเองเวลาหายปวด

• ตรวจระดับกรดยูริกและการทำงานของไตตามนัด เพื่อปรับยาให้ถึงเป้า

• ลดแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

• ควบคุมน้ำหนักและดื่มน้ำให้เพียงพอ

• ดูแลโรคร่วม เช่น ความดัน เบาหวาน โรคไต ไปพร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

ถาม กินยาลดกรดยูริกแล้วยังปวดข้ออยู่ แปลว่ายาไม่ได้ผลใช่ไหม ตอบ ไม่ใช่ครับ ช่วงแรกที่เริ่มยา การที่กรดยูริกลดลงจะทำให้ผลึกถูกปลดปล่อยออกมาและปวดกำเริบได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรหยุดยา แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ยาป้องกันการอักเสบควบคู่

ถาม ก้อนโทฟัสต้องผ่าตัดออกทุกก้อนไหม ตอบ ไม่จำเป็นครับ ก้อนส่วนใหญ่ยุบได้เองเมื่อคุมกรดยูริกได้ดี การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะก้อนที่กดเส้นประสาท ขัดการใช้งาน ติดเชื้อ หรือแตกเป็นแผลเท่านั้น

ถาม ถ้าก้อนยุบหมดแล้ว หยุดยาได้เลยไหม ตอบ โดยทั่วไปยังไม่ควรหยุดเองครับ เพราะถ้าหยุดกรดยูริกมักกลับขึ้นสูงและผลึกจะสะสมใหม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับหรือหยุดยาเสมอ

ถาม คุมอาหารอย่างเดียวพอไหม ไม่อยากกินยา ตอบ การคุมอาหารช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ในคนที่มีก้อนโทฟัสแล้ว ลำพังอาหารมักไม่พอที่จะลดกรดยูริกให้ถึงเป้าและละลายก้อน จึงมักต้องใช้ยาร่วมด้วย

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] ก้อนแข็งตามข้อในคนเป็นเก๊าท์คือผลึกกรดยูริกที่สะสมมานาน ไม่ใช่เนื้อร้าย

[2] หัวใจการรักษาคือคุมกรดยูริกให้ถึงเป้าและรักษาระดับนั้นไว้นานๆ ก้อนจะค่อยๆ ยุบเอง

[3] ยาลดกรดยูริกต้องกินต่อเนื่อง ห้ามหยุดเองเวลาหายปวด

[4] คนไทยควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจยีนก่อนเริ่มยาบางชนิด เพื่อความปลอดภัย

[5] ดูแลตัวเองให้กรดยูริกอยู่ในเกณฑ์ตั้งแต่วันนี้ คือการรักษาข้อและไตของเราเองไว้ในระยะยาว และคุณไม่ได้ต่อสู้กับโรคนี้อยู่คนเดียว มีแนวทางที่ทำให้ดีขึ้นได้จริง

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

――――――――――――――――――――――――

#เก๊าท์ #ก้อนโทฟัส #กรดยูริกสูง #ปวดข้อ #ข้ออักเสบ #โรคข้อ #กระดูกและข้อ #ดูแลข้อ #ปวดข้อเรื้อรัง #สุขภาพข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #gout #tophi #hyperuricemia #jointcare #ultrasounddiagnosis

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

ปวดข้อนิ้วโป้งเท้าตอนกลางคืนจนสะดุ้งตื่น... แค่เดินสะดุด หรือ "เก๊าท์" กำลังบุก?

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?