กินไก่แล้วเป็นเก๊าท์" ... ความเชื่อยอดฮิต หรือแค่เรื่องเข้าใจผิด?

 



กินไก่แล้วเป็นเก๊าท์" ... ความเชื่อยอดฮิต หรือแค่เรื่องเข้าใจผิด?

"หมอครับ ผมเลิกกินไก่มา 5 ปีแล้ว เพราะกลัวเป็นเก๊าท์ แต่ทำไมเมื่อคืนนิ้วโป้งเท้ายังบวมเป่งจนเดินไม่ได้อีก?"

นี่คือคำถามสุดคลาสสิกจาก คุณสมศักดิ์ (นามสมมติ) ชายวัย 55 ปี ที่ยอมตัดใจจากข้าวมันไก่ของโปรดมาเกือบครึ่งทศวรรษ เพราะคนรอบข้างทักว่า "ระวังนะ กินไก่เยอะเดี๋ยวเก๊าท์ถามหา" แต่ผลปรากฏว่าอาการปวดข้อบวมแดงยังกลับมาหลอกหลอนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความเชื่อที่ว่า "ไก่คือตัวร้าย" เริ่มสั่นคลอนในใจเขาครับ


ไก่ไม่ใช่ "จำเลยที่ 1" เสมอไป

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ ร่างกายเราเหมือน "อ่างล้างหน้า" ที่มีก๊อกน้ำเปิดกรดยูริกเข้ามา และมีท่อระบายน้ำทิ้งออกไปทางไต

  • ก๊อกน้ำ: มาจากอาหาร 20% และร่างกายสร้างขึ้นเอง 80%
  • ท่อน้ำทิ้ง: คือการขับออกทางปัสสาวะ

การที่ใครสักคนจะเป็นเก๊าท์ ไม่ใช่แค่เพราะ "กินไก่" เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "น้ำเต็มอ่างจนล้น" ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจาก ท่อระบายน้ำ (ไต) ขับออกไม่ทัน หรือ ร่างกายผลิตกรดยูริกเองมากเกินไป มากกว่าเรื่องอาหารเพียงอย่างเดียวครับ


รู้จักกับ "โรคเก๊าท์" (Gout) และพิวรีน

โรคเก๊าท์คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจาก ผลึกกรดยูริก ไปสะสมในข้อต่อ ซึ่งกรดยูริกนี้เป็นผลผลิตมาจากการย่อยสลายสารที่ชื่อว่า "พิวรีน" (Purine) ในเนื้อไก่ โดยเฉพาะ "ยอดผัก" หรือ "ปีกไก่" มีสารพิวรีนสูงจริงครับ แต่สารพิวรีนไม่ได้มีแค่ในไก่ เนื้อแดง (วัว, หมู) เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด และที่สำคัญที่สุดคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหวาน ก็มีพิวรีนสูงไม่แพ้กัน ดังนั้นการโทษแต่ไก่อย่างเดียวจึงไม่ค่อยยุติธรรมกับเจ้าไก่เท่าไหร่นักครับ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวกว่าการกินไก่

  1. กรรมพันธุ์: ร่างกายบางคนถูกตั้งโปรแกรมมาให้ขับกรดยูริกได้น้อยกว่าปกติ
  2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะ "เบียร์" ตัวนี้คือตัวเร่งให้ยูริกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  3. น้ำหวานและฟรุกโตส: น้ำอัดลมหรือน้ำหวานที่มีฟรุกโตสสูง จะไปขัดขวางการขับกรดยูริกออกทางไต
  4. โรคอ้วน: ไขมันส่วนเกินทำให้ร่างกายสร้างยูริกมากขึ้นและขับออกยากขึ้น
  5. ยาบางชนิด: ยาขับปัสสาวะหรือยาแก้ปวดบางประเภทอาจส่งผลต่อระดับยูริกได้

การตรวจวินิจฉัย: ไม่ต้องเดาว่าปวดจากอะไร

เมื่อคนไข้มาหาหมอด้วยอาการข้อบวมแดง หมอจะพิสูจน์ให้ชัดว่าคือเก๊าท์จริงหรือไม่ด้วยวิธี:

  • การเจาะเลือด: ดูระดับกรดยูริก (ค่าปกติมักไม่ควรเกิน 7 mg/dL)
  • การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้หมอชอบมากครับ เพราะสามารถสแกนดูที่ข้อแล้วเห็น "ผลึกสีขาว" เกาะเป็นทางยาวเหมือนหิมะตกบนยอดเขา (Double Contour Sign) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเก๊าท์เลย
  • การเจาะน้ำในข้อ: ดูดน้ำข้อมาส่องกล้องหาผลึกรูปเข็ม เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่การติดเชื้อ

แนวทางการรักษา: กินไก่ได้บ้าง ถ้าคุมโรคอยู่

ผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องอดกินไก่ไปตลอดชีวิตครับ:

  1. ระยะเฉียบพลัน: ใช้ยาต้านการอักเสบและประคบเย็นเพื่อดับปวด
  2. ระยะยาว: ใช้ยาควบคุมระดับกรดยูริกเพื่อให้ "ผลึกเก่าสลายไป ผลึกใหม่ไม่เกิด"
  3. การฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่ง: หากปวดรุนแรง หมอจะฉีดยาลดอักเสบเข้าจุดที่ปวดที่สุดอย่างแม่นยำ ช่วยให้คนไข้กลับมาเดินได้เร็วขึ้น
  4. ปรับพฤติกรรม: ดื่มน้ำมาก ๆ เลี่ยงแอลกอฮอล์ และคุมน้ำหนัก

โรคนี้หายไหม?

เก๊าท์เป็นโรคที่ "คุมได้จนเหมือนหายขาด" ครับ หากคนไข้ทานยาต่อเนื่องจนระดับยูริกในเลือดต่ำกว่า 6 mg/dL อย่างสม่ำเสมอ ผลึกที่เคยเกาะในข้อจะค่อย ๆ ละลายหายไป จนสุดท้ายคุณสามารถกลับมาทานไก่ในปริมาณที่เหมาะสมได้โดยไม่มีอาการปวดครับ


5 วิธีป้องกันเก๊าท์ (ฉบับทำได้จริง)

  1. ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร: เพื่อช่วยไตล้างกรดยูริก
  2. เลี่ยงเบียร์และเหล้า: นี่คือศัตรูหมายเลขหนึ่งของคนไข้เก๊าท์
  3. ลดหวาน: เลิกน้ำอัดลมและน้ำหวานที่มีส่วนผสมของฟรุกโตสไซรัป
  4. ทานผักและผลไม้: วิตามินซีในผลไม้บางชนิดช่วยลดระดับยูริกได้
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เพื่อคุมน้ำหนักและระบบเผาผลาญ

Q&A Section

Q: สรุปแล้วคนเป็นเก๊าท์กินไก่ได้ไหม? A: กินได้ในปริมาณที่พอเหมาะครับ โดยเฉพาะส่วนอกไก่ (ที่มีพิวรีนน้อยกว่าปีกหรือเครื่องใน) หากระดับยูริกในเลือดของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่หมอควบคุมไว้ได้

Q: ทำไมบางคนกินไก่เยอะแต่ไม่เป็นเก๊าท์? A: เพราะระบบขับถ่ายกรดยูริกของเขาทำงานได้ดีมากครับ อย่างที่บอกว่าอาหารเป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้น

Q: ปวดข้อเท้าแต่ยูริกในเลือดปกติ เป็นเก๊าท์ได้ไหม? A: เป็นได้ครับ! ช่วงที่ปวดเฉียบพลัน ค่าในเลือดอาจจะดูปกติได้ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์จึงมีความสำคัญมากในการช่วยวินิจฉัยครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. การกินไก่ไม่ได้ทำให้เป็นเก๊าท์เสมอไป แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นในคนที่มีระดับยูริกสูงอยู่แล้ว
  2. กรรมพันธุ์ การดื่มแอลกอฮอล์ และโรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกว่าอาหาร
  3. การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ช่วยยืนยันโรคเก๊าท์ได้แม่นยำแม้ในช่วงที่ค่าเลือดปกติ
  4. การรักษาเก๊าท์ไม่ใช่แค่การงดอาหาร แต่คือการคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำอย่างต่อเนื่อง
  5. หากคุมโรคได้ดี คุณจะกลับมาใช้ชีวิตและทานอาหารได้เกือบปกติครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เก๊าท์ #กินไก่เป็นเก๊าท์ #กรดยูริก #ปวดข้อ #ปวดเท้า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #อัลตราซาวด์ #สุขภาพ #Gout #อาหารสุขภาพ


References

  1. Choi HK, Atkinson K, Karlson EW, et al. Purine-rich foods, dairy and protein intake, and the risk of gout in men. N Engl J Med. 2004;350(11):1093-1103. (งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ระบุว่าเนื้อแดงและอาหารทะเลส่งผลต่อเก๊าท์มากกว่าเนื้อสัตว์ปีก)
  2. Singh JA, Reddy SG, Khanna D. Nonpharmacologic strategies for gout: an evidence-based review. Rheumatology (Oxford). 2011;50(4):669-679. (บทความรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรักษาเก๊าท์)
  3. Zhu Y, Pandya BJ, Choi HK. Prevalence of gout and hyperuricemia in the US general population: the National Health and Nutrition Examination Survey 2007-2008. Arthritis Rheum. 2011;63(10):3136-3141. (ข้อมูลสถิติที่แสดงปัจจัยเสี่ยงของโรคเก๊าท์ในประชากรส่วนใหญ่)
  4. Thiele RG, Schlesinger N. Diagnosis of gout by ultrasound. Rheumatology (Oxford). 2007;46(7):1116-1121. (การศึกษาประสิทธิภาพของการใช้อัลตราซาวด์ในการตรวจหาผลึกกรดยูริกในข้อ)
  5. Beyl RN, Hughes L, Morgan S. Update on Importance of Diet in Gout. Am J Med. 2016;129(11):1154-1158. (บทความอัปเดตความสำคัญของอาหารต่อโรคเก๊าท์ที่ชี้ให้เห็นว่ากรรมพันธุ์มีส่วนสำคัญมากกว่า)

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?