อยู่ดี ๆ ก็ปวดข้อเท้า จนเดินไม่ได้! ระวัง "เก๊าท์" ถามหา โดยไม่รู้ตัว

 


อยู่ดี ๆ ก็ปวดข้อเท้า จนเดินไม่ได้! ระวัง "เก๊าท์" ถามหา โดยไม่รู้ตัว

"หมอครับ ช่วยผมด้วย ปวดข้อเท้าข้างขวามาก ลงน้ำหนักไม่ได้เลยครับ เพิ่งเป็นมา 2 วัน ตอนแรกนึกว่าเดินสะดุดอะไร แต่พอนอนตื่นมามันบวมแดง ร้อนไปหมด จนต้องนั่งรถเข็นเข้ามาหาหมอเนี่ยครับ"

คนไข้ชายวัยกลางคน รูปร่างท้วมเล็กน้อย นั่งรถเข็นเข้ามาในห้องตรวจด้วยใบหน้าเหยเก เพราะความเจ็บปวดที่ข้อเท้า อาการแบบนี้หมอเจอบ่อยมากครับ โดยเฉพาะหลังช่วงเทศกาล หรือหลังงานเลี้ยงสังสรรค์

หลายคนเข้าใจว่า "โรคเก๊าท์" ต้องปวดที่ "นิ้วโป้งเท้า" เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว "ข้อเท้า" ก็เป็นอีกจุดยอดฮิตที่เก๊าท์ชอบไปโจมตี และเมื่อมันอักเสบขึ้นมา ความปวดนั้นทรมานถึงขนาดที่ผู้ชายอกสามศอกน้ำตาซึมได้เลยครับ

วันนี้หมอจะพามาทำความรู้จักกับอาการปวดข้อเท้าฉับพลันจากโรคเก๊าท์ ว่ามันเกิดจากอะไร วินิจฉัยอย่างไร และจะรักษาให้หายขาดได้อย่างไร เพื่อให้เรากลับมาเดินปร๋อได้เหมือนเดิมครับ


ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงปวด? เก๊าท์คืออะไรกันแน่?

โรคเก๊าท์ ไม่ใช่โรคของคนแก่เสมอไปนะครับ เดี๋ยวนี้วัยทำงาน 30 ต้น ๆ หมอก็เริ่มเจอแล้ว

อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ร่างกายของเรามีสารตัวหนึ่งเรียกว่า "กรดยูริก" ถ้าเรามีเจ้ากรดนี้ในเลือดสูงเกินไปเป็นเวลานาน มันจะเริ่มตกตะกอน กลายเป็น "ผลึกรูปเข็ม" ที่มีความแหลมคม

เจ้าผลึกเข็มพวกนี้แหละครับ มันชอบไปเกาะตามข้อต่อต่าง ๆ เปรียบเสมือนมีเศษแก้วเล็ก ๆ จำนวนมหาศาล แทรกอยู่ในข้อเท้าของเรา

ปกติมันอาจจะนอนนิ่ง ๆ อยู่ครับ แต่เมื่อมี "ตัวกระตุ้น" เช่น

  • ดื่มแอลกอฮอล์หนัก
  • กินอาหารที่มีพิวรีนสูง (ยอดผัก สัตว์ปีก เครื่องใน)
  • อากาศเย็นจัด
  • ร่างกายขาดน้ำ
  • หรือแม้แต่การเดินเยอะผิดปกติ

เจ้าผลึกพวกนี้จะร่วงหล่นลงมาในข้อ ทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายวิ่งมาจัดการ เกิดการสู้รบกันจนกลายเป็นการ "อักเสบระเบิด" ขึ้นมา ทำให้ข้อเท้า บวม แดง ร้อน และปวดจี๊ดเหมือนโดนเข็มทิ่มแทง ขยับนิดเดียวก็สะดุ้งสุดตัว


อาการแบบไหน สงสัยไว้ก่อนเลยว่าใช่ "เก๊าท์"

อาการปวดข้อเท้ามีหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากเอ็นอักเสบ หรือข้อเท้าแพลงก็ได้ แต่ถ้าเป็นเก๊าท์ มักจะมีลักษณะเฉพาะดังนี้ครับ:

  1. ปวดเฉียบพลันทันที: มักเกิดขึ้นตอนกลางคืน หรือตื่นนอนตอนเช้า ทั้งที่ก่อนนอนยังปกติดีอยู่
  2. อาการรุนแรงใน 24 ชั่วโมงแรก: ปวดมากจนลงน้ำหนักไม่ได้ แม้แต่ผ้าห่มโดนเบา ๆ ก็ยังเจ็บ
  3. มีอาการ บวม แดง ร้อน ชัดเจน: ผิวหนังบริเวณข้อเท้าจะดูตึง ๆ แดง ๆ เหมือนลูกตำลึงสุก และรู้สึกอุ่นกว่าข้างปกติ
  4. เป็น ๆ หาย ๆ: ถ้าไม่รักษา อาการอาจจะหายเองได้ใน 5-7 วัน แล้วผิวหนังบริเวณนั้นอาจจะลอก



การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้ยังไงว่าเป็นเก๊าท์?

เมื่อมาถึงมือหมอ การวินิจฉัยที่แม่นยำสำคัญมากครับ เพราะรักษาผิดทาง อาการก็ไม่ดีขึ้น แนวทางที่หมอใช้ตรวจมีดังนี้ครับ:

1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะดูตำแหน่งที่ปวด และถามถึงประวัติการกินอาหารก่อนหน้านี้ รวมถึงประวัติครอบครัว (เก๊าท์ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ครับ)

2. การเจาะเลือดหากรดยูริก: ข้อนี้ต้องระวัง! คนไข้หลายคนเจาะเลือดตอนปวดแล้วเจอว่าค่ายูริก "ปกติ" เลยคิดว่าตัวเองไม่เป็นเก๊าท์ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ

ในช่วงที่ข้ออักเสบกำเริบ ร่างกายอาจขับยูริกออกจากเลือดไปสะสมที่ข้อ ทำให้ระดับในเลือดดูปกติได้ ดังนั้นค่าเลือดปกติ ไม่ได้แปลว่าไม่เป็นเก๊าท์เสมอไปครับ

3. อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): ในปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ช่วยหมอได้มากครับ หมอสามารถใช้อัลตราซาวนด์วางไปที่ข้อเท้า เพื่อดูการอักเสบ และที่สำคัญคือ "การหาผลึกยูริก"

ถ้าเป็นเก๊าท์ เรามักจะเห็นภาพลักษณะพิเศษที่เรียกว่า "Double Contour Sign" คือเห็นเส้นสีขาวเคลือบอยู่บนผิวกระดูกอ่อน คล้าย ๆ หิมะเกาะบนยอดเขา ซึ่งยืนยันได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นผลึกเก๊าท์ครับ

4. การเจาะน้ำในข้อ (Joint Aspiration): วิธีนี้คือ "มาตรฐานทองคำ" (วิธีที่ดีที่สุด) ครับ หากข้อบวมมาก หมออาจจะใช้เข็มเล็ก ๆ ดูดน้ำในข้อออกมาตรวจ ถ้าส่องกล้องแล้วเจอผลึกรูปเข็ม ก็ฟันธงได้ 100% ว่าเป็นเก๊าท์แน่นอน (และช่วยลดแรงดันในข้อ ทำให้หายปวดเร็วขึ้นด้วยครับ)


แนวทางการรักษา: ทำยังไงให้กลับมาเดินได้?

การรักษาแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะปวดเฉียบพลัน และ ระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ

ระยะที่ 1: ระยะเฉียบพลัน (2 วันแรกที่ปวดจนเดินไม่ได้) เป้าหมายคือ "ดับไฟที่กำลังไหม้" ให้เร็วที่สุดครับ

  • ยาแก้อักเสบ: หมอจะให้ยาเพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว (เช่น ยา Colchicine หรือยากลุ่ม NSAIDs) ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและโรคประจำตัวของคนไข้ (คนเป็นโรคไตต้องระวังมาก)
  • พักการใช้ข้อ: งดเดินเยอะในช่วง 2-3 วันแรก พยายามยกขาสูงเพื่อให้ยุบบวม
  • ประคบเย็น: ความเย็นช่วยลดการอักเสบและลดปวดได้ครับ (ห้ามประคบร้อน หรือนวดเด็ดขาด เพราะจะยิ่งอักเสบ)
  • ฉีดยา (กรณีจำเป็น): หากกินยาไม่ได้ หรือปวดรุนแรงมาก การฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อหรือเข้ากล้ามเนื้อ จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้อย่างรวดเร็ว

ระยะที่ 2: ระยะยาว (ควบคุมระดับกรดยูริก) เมื่อหายปวดแล้ว ไม่ได้แปลว่าโรคหายนะครับ มันแค่ "สงบศึก" ชั่วคราว

  • ยาลดกรดยูริก: หากคนไข้มีอาการกำเริบบ่อย หรือมีปุ่มก้อนเก๊าท์ (Tophi) ขึ้น หมอจะพิจารณาให้ยาลดการสร้างกรดยูริก เพื่อรักษาระดับให้ต่ำกว่า 6 mg/dL ซึ่งจะทำให้ผลึกที่เกาะอยู่ค่อย ๆ ละลายหายไปได้ครับ
  • ปรับพฤติกรรม: ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยขับยูริก ลดแอลกอฮอล์ และเลี่ยงอาหารหวานจัด (น้ำตาลฟรุกโตส)

สรุป: เป็นเก๊าท์แล้ว หายขาดได้ไหม?

ข่าวดีคือ "โรคเก๊าท์ รักษาให้หายขาดจากอาการปวดได้ และใช้ชีวิตได้ปกติ 100%" ครับ

แต่... มีข้อแม้ว่า คนไข้ต้องมีวินัยในการทานยาคุมระดับกรดยูริก (ในรายที่ต้องทาน) และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าเราคุมระดับยูริกได้ดี ผลึกเก๊าท์จะละลายหายไป ข้อก็จะไม่ถูกทำลาย ไม่เกิดข้อเสื่อม หรือนิ้วหงิกงอในอนาคต

แต่ถ้าปล่อยไว้ กินยาแก้ปวดเฉพาะตอนที่เป็น นานวันเข้าผลึกจะสะสมจนเป็นก้อนหินปูน (Tophi) กัดกินกระดูกจนข้อพัง และอาจทำให้ไตเสื่อมได้ครับ

ดังนั้น ถ้ามีอาการปวดข้อเท้าฉับพลัน บวมแดง ร้อน อย่าชะล่าใจซื้อยากินเอง หรือนวดน้ำมันนะครับ รีบมาให้หมอตรวจ วินิจฉัยให้ตรงจุด รักษาให้ถูกวิธี แล้วคุณจะกลับมาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng

#โรคเก๊าท์ #ปวดข้อเท้า #ข้อเท้าอักเสบ #เดินไม่ได้ #เก๊าท์ลงข้อ #กรดยูริกสูง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดข้อฉับพลัน #Tophi #รักษาเก๊าท์

Comments

Popular posts from this blog

"ยาแก้เก๊าท์" กินอย่างไรให้หาย โรคสงบ และไม่พังพินาศเพราะผลข้างเคียง

เก๊าท์ลงไต" ฝันร้ายที่คนกรดยูริกสูงกลัวที่สุด—ทำยังไงไม่ให้ฟอกไตในอนาคต?

การรักษาโรคเก๊า: มียาอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรที่เหมาะสมกับคนไข้โรคเก๊าท์ ทุกวันนี้ท่านได้ใช้ยาลดกรดยูริกอย่างถูกต้องหรือไม่?